สมาคมศิษย์เก่าบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดลสมาคมศิษย์เก่าบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดลสมาคมศิษย์เก่าบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

ปาฐกถาสวัสดิ์สกุลไทย์ครั้งที่ 24

บทความสาระน่ารู้ โดยสมาคมศิษย์เก่าบัณฑิตวิทยาลัย

ปาฐกถาสวัสดิ์สกุลไทย์ครั้งที่ 24

การบรรยายปาฐถาสวัสดิ์ สกุลไทย์ ครั้งที่ 24 เรื่อง ปราชญ์ของแผ่นดิน โดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม
ปราชญ์ของแผ่นดิน

กราบเรียนท่านนายกสมาคมศิษย์เก่าบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ท่านผู้มีเกียรติ ที่เคารพทุกท่านครับ ผมต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งที่ทางสมาคมศิษย์เก่าบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กรุณาให้เกียรติเชิญผมมาแสดงปาฐกถาสวัสดิ์สกุลไทย์ครั้งที่ 24 ในโอกาสอันสำคัญนี้

ครั้งแรกเมื่อท่านผู้เชิญได้แจ้งว่าหัวข้อปาฐกถานั้น เป็นเรื่องของรัชกาลที่ 4 ผมไม่ได้ติดใจและก็ไม่ได้ขัดข้องในส่วนนั้น  เพราะผมรักรัชกาลที่ 4 แล้วก็อยากหาโอกาสที่จะบรรยายเกี่ยวกับพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านอยู่แล้ว โดยที่ยังไม่เคยบรรยายหรือปาฐกถาเรื่องนี้ที่ไหนมาก่อนเลย แล้วเดี๋ยวท่านจะทราบความในใจว่าเพราะอะไร แต่ติดใจอยู่นิดเดียวว่า ผมไม่รู้ว่าผู้ฟังเป็นใครมาจากไหน แต่รู้ว่าเจ้าภาพคือสมาคมศิษย์เก่าบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล  ก็นึกอยู่ในใจว่าควรจะต้องบรรยายอะไรเกี่ยวกับ มดๆ หมอๆหน่อย แต่ทำไมจึงตั้งหัวข้อเกี่ยวกับรัชกาลที่ 4 และทำไมจึงเจาะจงผม  เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขาฯ มาบอกผมว่าทางมหิดลเขาเชิญมาอย่างนี้ ผมถามว่าให้กลับไปเช็คหน่อยว่าเขาเข้าใจว่าผมเป็นหมอหรือเปล่า  ข้อที่สองเขาเข้าใจว่ารัชกาลที่ 4 เป็นหมอหรือเปล่า  ในที่สุดก็ได้รับคำยืนยันว่า เขารู้เรื่องดี เข้าใจดี ใครเป็นใครรู้หมดล่ะ แต่จะเอาเรื่องรัชกาลที่ 4 นี่แหละ และก็ขอให้ผมเป็นคนพูด

ผมเพิ่งมาหายความตื่นเต้นตระหนกตกใจเมื่อไม่นานนี้เองเมื่อทราบรายละเอียดเพิ่มเติมว่า  อันที่จริงปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย์ 23 ครั้งที่ผ่านมา ก็ไม่ได้พูดเรื่องมดๆ หมอๆ เสียทุกครั้ง  มีการบรรยายในหัวข้อที่หลากหลาย  แสดงว่าต้องการจะมุ่ง เสริม เพิ่มเติมความรู้ ให้แก่ศิษย์เก่า ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าเป็นหมอเสียทั้งหมด ถ้าอย่างนั้นก็คงจะพอพูดกันรู้เรื่อง คือพอพูดกันได้  ก็รับคำเชิญด้วยความยินดีทวีคูณครับ  แต่ส่วนทำไมผมถึงยอมตกล่องปล่องชิ้น เดี๋ยวไปสักพักท่านจะทราบ  ถ้าผมลืมบอกก็ช่วยเตือนก็แล้วกัน

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ  เช้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า  หลายคนคงไปใช้สิทธิ์มาแล้ว  และใครที่ไปใช้สิทธิ์แสดงเลยว่าวันที่ 24 มีนาคม ไม่อยู่บ้าน พอถึงวันที่ 24 มีนาคม คืออีก 7 วันข้างหน้า ก็จะเป็นวันเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งจริง  วันนี้ที่เลือกตั้งล่วงหน้าไปเขาก็เปิดหีบนับคะแนน จะต้องไปเทรวมกันนับในวันที่ 24 มีนาคม  เมื่อเลือกตั้งเสร็จ ต่อไปไม่ช้าไม่นานก็จะต้องเปิดสภาฯ และตั้งรัฐบาล  ภารกิจของคนที่จะเป็นรัฐบาลใหม่ไม่ว่าเป็นใครพรรคใดก็ตาม  และท่านอาจจะสัญญากับชาวบ้าน ว่าจะทำนั่นทำนี่ทำโน่นทำอะไรก็ช่างเถอะ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งบางพรรคอาจจะไม่ได้สัญญาเลยด้วยซ้ำ แต่เป็นภารกิจที่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ ถ้าไม่ทำ จะเป็นรัฐบาลไม่ได้ เพราะเป็น mandate หรือเป็นการกำหนดบังคับไว้ในรัฐธรรมนูญ  นั่นก็คือการปฏิรูปประเทศ

ในรัฐบาลอดีตที่ผ่านมานั้น ไม่เคยมีรัฐบาลใดในประเทศไทยที่มีวิสัยทัศน์ คือภารกิจสำคัญว่าต้องปฏิรูปประเทศ นั่นแปลว่าจะปฏิรูปก็ได้ ไม่ปฏิรูปก็ได้ แล้วว่ากันอันที่จริงคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เข้าใจด้วยซ้ำว่า “ปฏิรูป” แปลว่าอะไร ทำกันอย่างไร ทำกันทำไม แต่วันนี้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เขียนไว้ชัดว่าเมื่อเลือกตั้งเข้ามาแล้ว คนที่เป็นรัฐบาลจะต้องทำการปฏิรูปประเทศ ส่วนปฏิรูปอย่างไรเขาบอกให้ไปออกกฎหมายลูก กฎหมายลูกออกมาแล้วครับ แล้วก็บอกเลยว่า รัฐบาลจะต้องปฏิรูปประเทศอย่างไร แล้วถ้าไม่ปฏิรูป เกิดอะไรขึ้น เกิดครับ พอดีพอร้ายถึงขั้นออกจากตำแหน่งกันเลยเชียวล่ะ

แล้วปฏิรูปในเรื่องอะไร  รัฐธรรมนูญก็ดี กฎหมายลูกก็ดี บอกไว้แล้วว่าต้องปฏิรูปอย่างน้อย  13 ด้านซึ่งเราก็จะได้เห็นกันต่อไป

  1. ปฏิรูปการเมือง
  2. ปฏิรูปการบริการราชการแผ่นดิน ซึ่งแปลว่าระบบราชการ
  3. ปฏิรูปกฎหมาย
  4. ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แปลว่าอัยการและศาล
  5. ปฏิรูปเศรษฐกิจ
  6. ปฏิรูปสังคม
  7. ปฏิรูปการสาธารณะสุข
  8. ปฏิรูปการสื่อสารมวลชน
  9. ปฏิรูปพลังงาน
  10. ปฏิรูปสิ่งแวดล้อม
  11. ปฏิรูประบบการต่อต้านทุจริต
  12. ปฏิรูปการศึกษา
  13. ปฏิรูปตำรวจ

ความจริงตำรวจควรเอาไปรวมไว้กับกระบวนการยุติธรรม แต่เขาจงใจแยกออกมาเพราะตำรวจมีเรื่องใหญ่จะให้ทำ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ จึงแยกออกมาต่างหากจากกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดนี้ สิบสามเรื่องที่เป็นหน้าที่ (mission) ที่รัฐบาลต้องทำ

ตั้งแต่เปิดฉากพูดมาจนถึงตอนนี้ ท่านอาจจะนั่งฟัง แล้วมาเกี่ยวอะไรกับรัชกาลที่ 4 ยังไม่เกี่ยวครับ แต่จะเกี่ยวตรงนี้แหละว่า mission ที่จะต้องมีการปฏิรูปประเทศ 13 ด้านนั้น ฟังดูเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬารที่ต้องทำกัน จะต้องระดมสรรพกำลัง รี้พลสกลไกร ม้ารบทศพล และงบประมาณทั้งหลายในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เราได้ปฏิรูป 13 ด้านนี้ครั้งสุดท้ายก่อนนี้คือเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 ร้อยกว่าปีมาแล้ว แล้วก็เป็นรากฐานสืบมาจนถึงบัดนี้ที่กำลังจะต้องมีการปฏิรูปรอบสอง เพราะฉะนั้นเครดิตหลายอย่างต้องถวายรัชกาลที่ 5 และท่านก็ทรงโชคดีที่ทำการสิ่งใดในเรื่องการปฏิรูป ท่านก็ทำได้สำเร็จ เหตุที่สำเร็จก็เพราะว่า

  1. ท่านมีความคิดที่กว้างไกล
  2. ท่านมีตัวช่วย คือมีคนช่วยท่านเยอะ
  3. ท่านมีเวลาทำนาน ตั้ง 42 ปี

ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่างนี้เห็นจะทำปฏิรูปไม่สำเร็จแน่ ในสมัยครั้งกระนั้น ท่านมีความคิดกว้างไกล ท่านอายุเพียง 16 เสด็จไปดูงานต่างประเทศ เช่น ที่อินเดีย สิงคโปร์ ท่านก็เอาของเขากลับมาดัดแปลงทำในเมืองไทย

ถ้าถามว่าทำไมยูนิฟอร์มข้าราชการไทยจึงเป็นเครื่องแต่งกายสีกากี  ก็กรุณาทราบว่า  รัชกาลที่ 5 ท่านไปเห็นข้าราชการในอินเดียแต่งสีกากี  ถ้าครั้งนั้นข้าราชการในอินเดีย แต่งแดงแต่งเขียว เราก็อาจจะเห็นข้าราชการไทยวันนี้แต่งแดงแต่งเขียวทุกวันจันทร์ก็ได้   แล้วท่านก็ได้ไปเห็นอะไรอีกหลายอย่างที่สิงคโปร์ ที่อินโดนีเซีย ที่อินเดีย  ท่านก็เอากลับมาใช้ ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกล  รัชกาลที่ 5 ไม่เคยไปเรียน Oxford, Harvard ไม่เคยไปเรียน Yale ไม่เคยไปเรียน Cambridge และจริงๆ เมื่อตอนที่ท่านทำการปฏิรูปประเทศ ท่านยังไม่เคยเสด็จยุโรปเลย แต่ท่านเอาความคิดจากไหนมาทำการปฏิรูปประเทศ อย่างนี้ต้องเรียกว่า “สายพระเนตรอันกว้างไกล”

ข้อที่สอง ใครที่คิดจะทำการปฏิรูปซึ่งแปลว่าเป็นการเปลี่ยนประเทศนั้น คิดเองทำเองอยู่คนเดียวไม่สำเร็จหรอก ต้องมีคนมาช่วย ภาษาสมัยนี้เขาเรียกว่าตัวช่วย  รัชกาลที่ 5 โชคดีเหลือเกิน ตัวช่วยท่านเยอะ  เพราะเมื่อท่านคิดจะทำอะไรเพียงแค่คิดและออกปาก มีคนรับเอาไปทำ แล้วท่านก็คอยตามดูเท่านั้นล่ะ  เมื่อท่านคิดจะปฏิรูปการปกครองประเทศ ซึ่งเรื่องใหญ่มาก เพราะท่านจะต้องยกจตุสดมภ์ เวียง วัง คลัง นา ที่ใช้มาตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ 500 ปีก่อน ท่านจะเปลี่ยนมาเป็นระบบกระทรวง  ท่านก็ได้น้องท่าน คนละแม่ ชื่อกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ช่วยทำให้อนุสาวรีย์กรมพระยาดำรงฯ นั่งอยู่ข้างหน้ากระทรวงมหาดไทยทุกวันนี้

เมื่อท่านคิดจะปฏิรูปกฎหมาย ท่านก็โชคดี เพราะลูกท่านคือกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พระบิดาแห่งกฎหมายไทย) ไปเรียนอังกฤษกลับมาพอดี  มาทำให้จนกระทั่งการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมสำเร็จ  ท่านคิดจะปฏิรูปทหารบกใหม่หมด  ก็โชคดีที่ลูกท่านคือกรมพระนครสวรรค์วรพินิต (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต) ปู่ของหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์  บริพัตร ไปเรียนจบมาจากเยอรมัน รับทำให้จนสำเร็จ  เมื่อเสร็จท่านคิดจะทำเรื่องปฏิรูปทหารเรือ  ก็ยังอุตส่าห์มีลูกท่านองค์หนึ่งคือกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ไปเรียนวิชาทหารเรือกลับมาช่วยทำต่อให้  ท่านคิดจะปฏิรูป เริ่มมีรถไฟเป็นครั้งแรก  มีวิทยุเป็นครั้งแรก  ก็ยังอุตส่าห์มีลูกท่าน คือ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน (พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร) ไปเรียน Engineer จบอังกฤษกลับมาพอดี มาเปิดทางรถไฟสายแรกในประเทศไทย  สนองพระราชประสงค์ได้สำเร็จ

สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี

ท่านคิดจะปฏิรูปเรื่องศิลปะการช่างฝีมือ ก็ยังอุตส่าห์ได้น้องคนละแม่  คือกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ รับทำให้จนออกแบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร เป็นต้น  จนทำทุกอย่างหมด ท่านบอกคราวนี้ท่านอยากปฏิรูปพระพุทธศาสนา  ปฏิรูปพระใหม่ทั้งหมด ยังอุตส่าห์มีน้องคนละแม่ท่านองค์หนึ่ง บวชเป็นพระอยู่วัดบวรนิเวศ รับอาสาทำให้ คือสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส) ใครก็ตามที่จะปฏิรูปจะต้องมีความพร้อมอย่างนี้  มีตัวช่วยอย่างนี้  รัฐบาลหน้าก็จะต้องปฏิรูป 13 ด้านนะ  หาตัวช่วยกันเองก็แล้วกัน

แล้วลำพังแค่นี้ก็ไม่พอ คนจะปฏิรูปต้องมีเวลา เพราะการปฏิรูปนั้นต่างจากปฏิวัติ  ปฏิวัตินั้นคิดวันนี้ พรุ่งนี้ก็ต้องเสร็จ แต่ปฏิรูปนั้นคิดวันนี้ ต้องค่อยๆ เปลี่ยนความเคยชินของคน ใช้เวลาเป็นสิบปี สามสิบปี กว่าจะสำเร็จ จึงต้องอยู่นานและอดทนที่จะรอดูผล รัชกาลที่ 5 ท่านเป็นกษัตริย์ตั้ง 42 ปี  เอาว่าท่านคิดจะทำอะไร ถ้าคิดแล้วผิด ท่านยังมีเวลาคิดใหม่ได้เลย และได้ทันเห็นความสำเร็จในรัชกาลด้วย  เมื่อท่านคิดเลิกทาสในช่วงปีต้นๆ ของรัชกาล  ทาสคนสุดท้ายหมดไปจากประเทศอีก 40 ปีต่อไป แล้วท่านก็ได้ทันเห็น ทาสคนสุดท้ายเป็นไทยแก่ตัว

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่เล่ามายังไม่เกี่ยวกับรัชกาลที่ 4  รัชกาลที่ 5 เป็นพระราชโอรสรัชกาลที่ 4 เราจะพูดถึงเบื้องหลังความสำเร็จของรัชกาลที่ 5 อีกข้อหนึ่งไม่ได้ ต้องพูด  เมื่อสักครู่ได้พูดเกี่ยวกับเบื้องหลังความสำเร็จในการปฏิรูปรัชกาลที่ 5 นั้น คือ

  1. การมีวิสัยทัศน์
  2. การมีตัวช่วย
  3. การมีเวลา

ความจริงคนจะทำปฏิรูปได้สำเร็จต้องมีอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ ศิลาฤกษ์ หรืออิฐก้อนแรกที่จะวางรากฐานไว้ให้สานต่อ ทำต่อ นั่นก็คือ พ่อของรัชกาลที่ 5 เอง คือรัชกาลที่ 4 ถ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ไม่ได้ทรงริเริ่มวางรากฐานไว้ ไม่น่าว่ารัชกาลที่ 5 ท่านจะสามารถสานต่อการปฏิรูปจนสำเร็จเป็นผลยิ่งใหญ่เกิดขึ้นแก่สยามประเทศได้โดยง่าย เครดิตตรงนี้ต้องถวายรัชกาลที่ 4 ด้วย

คราวนี้ก็จะได้พูดกันถึงเรื่องรัชกาลที่ 4 ซึ่งเราจะได้เห็นแนวทางที่ท่านแผ้วถางไว้  เพราะถ้ารัชกาลที่ 4 ไม่ทรงใช้วิธีอันชาญฉลาดในการปกครองประเทศ อย่าว่าแต่การปฏิรูปในสมัยลูกชายท่านจะทำสำเร็จเลย  ประเทศสยามทั้งประเทศก็อาจจะไม่เหลือ  รัชกาลที่ 4 เป็นใคร และทำอะไร

ถ้าพูดกันถึงเรื่องพระราชประวัติก็ต้องเริ่มอย่างนี้  รัชกาลที่ 4 นั้น เดิมก่อนจะครองราชย์ ท่านชื่อเจ้าฟ้ามงกุฎ ชื่อเต็มท่านคือ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมติเทววงศ์ ท่านเป็นลูกรัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 2 เป็นลูกรัชกาลที่ 1 แสดงว่ารัชกาลที่ 4 เป็นหลานปู่รัชกาลที่ 1 ท่านเป็นพระราชโอรสของรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  แม่ท่านคือเจ้าฟ้าบุญรอด  (สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี)  ลำดับพระญาติพระวงศ์ให้ท่านเห็นสักนิดหนึ่ง จับความตั้งแต่รัชกาลที่ 1 พระพุทธยอดฟ้าฯ  พระพุทธยอดฟ้าท่านมีพี่สาวอยู่คนหนึ่ง  ความจริงท่านมีหลายคน  เอาคนเดียวที่เราต้องพูด  ถ้าพูดถึงหมดทุกคนล่ะก็ ช่วยจัดอีกวันหนึ่ง  ท่านมีพี่สาวคนหนึ่ง  รัชกาลที่ 1 ที่ท่านรัก เคารพมาก เพราะว่าเลี้ยงท่านมาเหมือนกับแม่เลี้ยงลูก เพราะแม่ท่านตายตั้งแต่ท่านยังเด็ก  พี่สาวท่านคนนี้ชื่อ คุณแก้ว (พระพี่นางแก้ว) คุณแก้วไปแต่งงานกับจีน จีนแท้ๆ เลย  ท่านช่วยจำไว้ด้วยว่าสามีคุณแก้วเป็นจีน  และเพราะเหตุที่คุณแก้วสามีเป็นจีนนี่แหละ  ทำไมทุกวันนี้เมื่อตรุษจีนไหว้เจ้า วันตรุษ วันสารท พระเจ้าอยู่หัวท่านถึงต้องเผากระดาษเงินกระดาษทอง  เหมือนกับคนจีนทั้งหลาย  ทำไมต้องเซ่น ต้องไหว้บรรพบุรุษ ก็เพราะสามีคุณแก้วนี่แหละ ซึ่งเป็นจีน ชื่อว่าเจ้าสัวเงิน ก่อนนี้ชื่อเป็นจีน ตอนหลังก็เปลี่ยนเป็นไทยให้ทันสมัยหน่อย  ที่จริงเขามากันสองคนพี่น้อง คนหนึ่งเจ้าสัวทอง คนหนึ่งเจ้าสัวเงิน

เจ้าสัวทองต้องเข้าใจต่อไปว่ามีคนสร้างวัดอุทิศให้ ชื่อวัดกาญจนสิงหาสน์  อยู่แถวนี้  กาญจนแปลว่าทอง ส่วนเจ้าสัวเงินนั้นมีคนสร้างวัดอุทิศให้ ชื่อว่ารัชฎาธิษฐาน  รัชดาแปลว่าเงิน เลยไปไม่กี่ป้ายรถเมล์นี้  เจ้าสัวเงินมาแต่งงานกับคุณแก้วแล้วมีลูกหลายคน  คนอื่นไม่ต้องไปพูดถึง ที่จริงสำคัญหมดทุกคนนะ แต่องค์หนึ่ง ลูกคนหนึ่งของท่านเป็นหญิง ชื่อคุณบุญรอด  ฉะนั้นคุณบุญรอดเป็นลูกคุณแก้ว  คุณแก้วเป็นพี่รัชกาลที่ 1 ต่อมารัชกาลที่ 1 ปราบดาภิเษก ท่านก็เปลี่ยนจากสามัญชนเป็นเจ้า  ท่านก็เลยยกพี่สาวท่านคือคุณแก้ว ขึ้นเป็นเจ้าด้วย เรียกว่าสมเด็จพระพี่นางพระองค์น้อย  เนื่องจากท่านมีพี่สาวอีกองค์หนึ่งเป็นสมเด็จพระพี่นางพระองค์ใหญ่

สมเด็จพระพี่นางพระองค์น้อยมีลูกคือคุณแก้ว รัชกาลที่ 1 มีลูกคนโตคือพ่อฉิม (พระบาทสมเด็จ  พระบรมราชพงษเชษฐมเหศวรสุนทร พระพุทธเลิศหล้านภาลัย) แสดงว่าคุณฉิมกับคุณบุญรอดเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เพราะพ่อฉิมนั้นต่อไปคือรัชกาลที่ 2 ในสมัยรัชกาลที่ 1 พ่อฉิมก็สนิทสนมกับคุณบุญรอด ซึ่งตอนนั้นรัชกาลที่ 1 ยังเป็นเจ้าฟ้าบุญรอดเพราะเป็นหลานน้า  เรียกว่าเป็นหลานหลวง  หลานน้า  คุณบุญรอดสมัยที่ยังไม่ได้เป็นเจ้า เพราะว่าน้าท่านยังไม่ได้เป็นกษัตริย์ ท่านก็คือผู้หญิงธรรมดาทั่วไป มีฝีไม้ลายมือในทางทำกับข้าว และเป็นคนมีอาชีพทำกับข้าวพายเรือขายในคลองบางกอกใหญ่  พ่อท่านเป็นจีน ท่านก็ทำอาหารจีนเก่งมาก  แม่ท่านคุณแก้ว ไม่ได้ชาววัง เพราะสมัยนั้นยังไม่มีวัง เป็นคนธรรมดาสามัญ ก็สอนวิธีทำกับข้าวให้ลูก คุณบุญรอดก็ทำกับข้าวเก่ง  เมื่อรัชกาลที่ 1 ท่านขึ้นเป็นกษัตริย์ ท่านก็ยกพี่ท่านขึ้นเป็นพระพี่นางพระองค์น้อย  ส่วนคุณบุญรอดก็ได้ขึ้นเป็นเจ้าฟ้าบุญรอด เพราะเป็นหลานน้าพระเจ้าแผ่นดิน  พ่อฉิม ลูกรัชกาลที่ 1 ก็เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่  เวลานั้นคุณบุญรอดก็ยังอยู่ในวัง  พ่อฉิมเวลาเข้ามาเล่นก็มาขอกับข้าวกิน  เพราะคุณบุญรอดทำกับข้าวเก่ง

จนกระทั่งทั้งสอง ผูกสมัครรักใคร่กัน แล้วก็ได้เสียกัน รัชกาลที่ 1 รู้เข้ากริ้วมาก หาว่าลูกชายท่านไปรังแกหลานท่าน จึงขับออกจากวังทั้งคู่  ก็ไปอยู่ด้วยกันที่อื่น  จนหลายปีต่อมา จึงพระราชทานอภัยโทษให้แก่พ่อฉิม ด้วยการที่พ่อฉิมได้ถวายปฏิญาณประโยคเดียวว่า “ต่อไปข้างหน้าจะมีเมียอื่นเป็นหมื่นแสน จะไม่มีวันยกย่องหญิงใดขึ้นเหนือกว่าคุณบุญรอดเป็นอันขาด”  ประโยคนี้สำคัญ

พ่อฉิมกับคุณบุญรอด ลักลอบได้เสียกันอยู่ในวังสองปี  ไม่มีคนรู้จนความแตก  เมื่อความแตกรัชกาลที่ 1 ก็ไล่ออกจากวัง  ภายหลังก็เข้ามาขอโทษ แล้วก็ปฏิญาณอย่างที่ว่า เมื่อรัชกาลที่ 1 สวรรคต พ่อฉิมก็ได้ขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2  ก็ยกย่องเจ้าฟ้าบุญรอดเป็นมเหสีเอก  รัชกาลที่ 2 ท่านมีเมียอีกเยอะ  และท่านไม่เคยกล้ายกย่องเมียคนใดขึ้นเหนือกว่าเจ้าฟ้าบุญรอดอีกเลย

รัชกาลที่ 2 ท่านมีเมียมาคนหนึ่ง ก่อนที่ท่านจะได้กับคุณบุญรอด ชื่อว่าคุณเรียม  คุณเรียมเป็นลูกเจ้าเมืองนนทบุรี ว่ากันว่าวันหนึ่ง พ่อฉิมนั่งเรือไปอยุธยา ผ่านทางนนทบุรีเห็นเด็กหญิงสาวคนหนึ่งลงว่ายน้ำเล่นก็พอใจ รุ่งขึ้นก็เลยมาสู่ขอไปเป็นเมีย  คุณเรียมน่าจะเป็นภรรยาคนแรกๆ ของพ่อฉิม แล้วก็มีลูกด้วยกันคนหนึ่งชื่อพ่อทับ ท่านฟังผ่านๆ ก็แล้วกัน  แต่ต้องรู้ตรงนี้สักนิดว่าต่อไปพ่อทับเป็นรัชกาลที่ 3  ส่วนคุณบุญรอดซึ่งเป็นมเหสีเอกนั้น มีลูกกับรัชกาลที่ 2  สององค์ และเพราะเหตุว่าคุณบุญรอดท่านเป็นเมียเอก ท่านเป็นเจ้าฟ้า ลูกที่ประสูติจึงเป็นเจ้าฟ้า  ลูกสององค์ องค์โตชื่อว่าเจ้าฟ้ามงกุฎฯ องค์ที่สองชื่อเจ้าฟ้าจุฑามณี ต่อไปเจ้าฟ้ามงกุฎเป็นรัชกาลที่ 4 เจ้าฟ้าจุฑามณีเป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อรัชกาลที่ 2 ท่านขึ้นเป็นกษัตริย์ ท่านก็มีเมียเยอะ มีลูกเยอะ พ่อทับซึ่งเป็นลูกคนหนึ่งของท่าน อายุห่างจากเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ซึ่งก็เป็นลูกท่านเหมือนกัน 17 ปี เพียงแต่แม่ของพ่อทับไม่ใช่ภรรยาเอก เป็นแค่เจ้าจอมมารดาเรียม พระสนมเท่านั้น  ผมก็จะตัดทอนให้สั้นลงว่า คุณบุญรอดคนที่ว่าเมื่อกี้นี้ ต่อไปเมื่อรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นลูกท่านใช่ไหมล่ะฮะ  ขึ้นเป็นกษัตริย์ ท่านสถาปนายศแม่ท่านจากเจ้าฟ้าบุญรอดเป็นสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ 2

สมัยที่รัชกาลที่ 1 ท่านขับลูกชายท่านออกจากวัง คุณบุญรอดก็โดนขับออกไปด้วย แล้วถูกแยกกัน ไม่ได้อยู่ด้วยกันนะ พ่อฉิมก็เกิดความรำลึก นึกถึง คิดถึงคุณบุญรอด ก็แต่งโคลงฉันท์กาพย์กลอน ส่งไปให้คุณบุญรอดเพื่อให้รู้ว่า พี่ยังคิดถึงน้องอยู่แม้ไม่ได้เห็นหน้ากัน และบทพระราชนิพนธ์ที่มีไปถึงนั่นคือสิ่งที่เราได้รู้จักและเรียนกันในเวลาต่อมา ว่า บทกาพย์ของโคลงชมเครื่องคาวหวาน  บทที่ขึ้นต้นว่า “มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา” นั่นล่ะครับ ท่านถูกเนรเทศแยกไป ท่านก็คิดถึงฝีมือ จะเขียนอย่างอื่นจีบ หรือรำพรรณมา ก็เคอะเขิน ก็เลยชมฝีมือกับข้าว แต่ซ่อนความนัยเอาไว้  อย่างเช่นบทหนึ่งที่ชมเรื่องทองหยอด “ทองหยอดทอดสนิท ทองม้วนมิดคิดความหลัง สองปีสองปิดบัง แต่ลำพังสองต่อสอง” ประโยคนี้เจ้าฟ้าบุญรอดอ่านผมว่าต้องยิ้มแน่  เพราะว่าคำว่า “สองปีสองปิดบัง แต่ลำพังสองต่อสองนั้น”  คือตอนที่ลักลอบได้เสียกันอยู่สองปีในวัง

เมื่อปี 2347 ในแผ่นดินรัชกาลที่ 1 เจ้าฟ้ามงกุฎฯ ก็ประสูติ  คือองค์นี้ที่ต่อไปจะเป็นรัชกาลที่ 4  ท่านประสูติในปี 2347 และก็เป็นที่รู้แน่ว่าต่อไปท่านจะเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 3 เพราะท่านเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดินที่ประสูติจากพระอัครมเหสี เป็นเจ้าฟ้า  แน่นอนท่านมีพี่ชายเยอะ คนละแม่ แต่พี่คนอื่นซึ่งคนละแม่ ที่ชื่อว่าพ่อทับ  ขณะนั้นเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ อายุมากกว่าน้องทั้งหลาย และยิ่งใหญ่ และมีอำนาจมากเหลือเกิน เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ 2  เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎฯ พระชนมายุ 20 ก็ได้บวชเป็นพระ  กะบวชไม่กี่วันเสร็จจะสึก  แต่ที่คิดว่าไม่กี่วันจะสึกนั่นแหละครับ บวชต่อไปอีก 27 ปี  ทำไม

ก็เพราะว่าเมื่อท่านขึ้นท่านทรงผนวชได้ไม่กี่วัน  ยังไม่ถึงเจ็ดวันด้วยซ้ำ รัชกาลที่ 2 สวรรคต โดยไม่มีผู้ใดคาดหมาย และไม่เคยตรัสยกมอบราชสมบัติแก่ใคร แต่โดยธรรมเนียมนั้น คนที่จะเป็นกษัตริย์ก็ต้องเป็นสมเด็จเจ้าฟ้า ซึ่งเวลานั้นเจ้าฟ้าที่มีอายุมากที่สุดและเป็นชาย ก็คือเจ้าฟ้ามงกุฎสมมติเทววงศ์ ซึ่งบวชเป็นพระอยู่วัดมหาธาตุ  แต่ในขณะที่รัชกาลที่ 2 สวรรคตนั้น  ลูกรัชกาลที่ 2 องค์หนึ่งที่ชื่อว่า กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ หรือพ่อทับยิ่งใหญ่มาก อายุ 37 ขณะที่เจ้าฟ้ามงกุฏเพิ่งบวช อายุครบบวช ก็คืออายุ 20 ต่างกัน 17 ปี และวันที่รัชกาลที่ 2 สวรรคต กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ท่านมีตำแหน่งดังต่อไปนี้ในขณะนั้น  เทียบกับสมัยปัจจุบันให้คนปัจจุบันเข้าใจว่า สมัยนั้นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ท่านเป็นอะไรบ้าง วันที่พ่อท่านตาย

เทียบกับตำแหน่งปัจจุบันอันดับแรก  ท่านเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ ควบกับรัฐมนตรีคลัง และว่าการรัฐมนตรีต่างประเทศ  สามอย่างอยู่ในมือคนเดียวคือกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์  เพราะว่าท่านบังคับบัญชากรมท่า กรมพระคลัง แค่นี้เท่ากับสามกระทรวงในวันนี้  ขณะเดียวกัน ท่านยังดำรงตำแหน่งเทียบกับปัจจุบันคือ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  เพราะท่านเป็นเจ้ากรมพระตำรวจ และขณะเดียวกันเทียบกับปัจจุบัน ท่านเป็นประธานศาลฎีกา เพราะท่านกำกับดูแลการฎีกาคดีทั่วประเทศ  ทั้งหมดอยู่ในคนคนเดียว ชื่อว่ากรมหมื่นเจษฎาบดินทร์

ฉะนั้นก็ต้องคิดต่อไปว่า เมื่อรัชกาลที่ 2 สวรรคต พวกเจ้านายขุนนางคิดยังไง ถ้าไม่คิดอะไรมากก็รีบไปวัดมหาธาตุแล้วก็ให้นิมนต์พระสึกมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ไม่มีใครทำ  เจ้านาย ขุนนาง เสนาบดี ประชุมปรึกษากันแล้ว มีมติอัญเชิญกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 3 ซึ่งอาจจะผิดธรรมเนียม  แต่ก็จะเอา ก็ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินไม่ใช่เหรอ  แต่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ท่านเป็นคนที่ผมถือว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่อีกองค์หนึ่งของประเทศไทย แล้วน่ารักมาก

พระเกียรติคุณของรัชกาลที่ 3 นั้น ผมว่า คนไทยยังรู้จักท่านน้อยไป กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ท่านสั่งขุนนางให้ไปเฝ้าเจ้าฟ้ามงกุฎที่วัดมหาธาตุ และถามว่าเมื่อขุนนางเขาต้องการเชิญกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นเป็นกษัตริย์ เจ้าฟ้ามงกุฎจะว่าอย่างไร  คือท่านเกรงใจ ท่านถึงต้องไปถามนะ  แล้วท่านก็คงเดาล่ะว่าจะตอบอย่างไร  ผมยังนึกไม่ออกว่าเจ้าฟ้ามงกุฎซึ่งบวชอยู่ ตอบว่า เออ เราจะสึกพรุ่งนี้ ประเทศไทยเกิดอะไรขึ้น  เจ้าฟ้ามงกุฎท่านก็ไปปรึกษาเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ ซึ่งท่านนับถือมาก คือกรมพระปรมานุชิตชิโนรส (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส)

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

กรมพระปรมาฯ ท่านก็เตือนใจประโยคเดียวว่า เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะปรารถนาราชสมบัติ  จงตั้งอกตั้งใจบวชต่อไปเถอะ  ไม่ใช่เวลาอันสมควร  ท่านก็เลยตอบกับเจ้านายขุนนางที่ไปนิมนต์ให้ท่านมารับราชสมบัติ แล้วถามว่าจะเอาอย่างไร  ท่านบอกว่า  “เวลานี้ ไม่ใช่เวลาที่เราจะปรารถนาราชสมบัติ ขอให้จัดการว่ากล่าวกันไปตามสะดวกเถอะ” คือแปลว่าไม่ยอมสึกให้   เมื่อเขากลับไปทูลรัชกาลที่ 3 รัชกาลที่ 3 จึงรับราชสมบัติ แล้วขึ้นทำพิธีบรมราชาภิเษกเพื่อเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล ท่านเขียนเอาไว้ว่า พ่อท่าน คือกรมพระยาดำรงฯ เล่าให้ฟังว่า  เมื่อตอนที่ถวายราชสมบัติ เชิญพระมหามงกุฎขึ้นถวาย เดี๋ยวอีกไม่กี่เดือนเราจะมีพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 10 ก็จะมีการถวายพระมหามงกุฎเหมือนกัน  หม่อมเจ้าหญิงพูนพิสมัย ดิศกุล ทรงเขียนว่า เมื่อพราหมณ์ถวายพระมหาพิชัยมงกุฎ ซึ่งเป็นเครื่องหมายของราชสมบัติ รัชกาลที่ 3 ทรงรับมา แล้วไม่ได้สวม ทรงวางไว้  ปกติต้องสวมนะ เหมือนกับที่เราจะเห็นรัชกาลที่ 10 สวมนี่แหละ  รัชกาลที่ 3 ทรงวางไว้ข้างๆ แล้วตรัสว่า “เก็บเอาไว้รอเจ้าของเขาเถอะ”  ต่อจากนั้นรัชกาลที่ 3 ท่านก็เป็นพระเจ้าแผ่นดินไป  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว อยู่ในราชสมบัติ 27 ปี นั่นแปลว่าเจ้าฟ้ามงกุฎฯ บวชอยู่ 27 ปี แล้วเวลาท่านเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 3 ท่านก็ต้องมีเมีย ท่านก็ต้องมีลูก  และลูกท่านก็ตั้งห้าสิบกว่าพระองค์ด้วย  คิดถึงหัวอกคนที่เป็นพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎว่า ถ้าคิดปรารถนาราชสมบัติแล้ว ชาติไหนถึงจะได้ รัชกาลที่ 3 สวรรคต อาจจะถวายราชสมบัติแก่รัชกาลที่ 4 คือเจ้าฟ้ามงกุฎก็ได้  แต่แล้วลูกท่านล่ะ แล้วเจ้าฟ้าอื่นที่เป็นลูกของรัชกาลที่ 3 ล่ะ กรุณาทราบว่ารัชกาลที่ 3 มีพระราชโอรสธิดา 54 พระองค์ ไม่ทรงยกเมียคนใดของท่านขึ้นเป็นเจ้า แม้แต่คนเดียว เพื่อลูกท่านจะไม่ต้องเป็นเจ้าฟ้า แม้แต่พระองค์เดียว  ประเทศไทยตั้งแต่ตั้งประเทศมา ลูกพระเจ้าแผ่นดินที่ไม่เป็นเจ้าฟ้ามีครั้งเดียวคือสมัยรัชกาลที่ 3 ทำไม

นี่คือความยิ่งใหญ่ของรัชกาลที่ 3 แต่ท่านก็เป็นกษัตริย์ที่ดีมากมาตลอด 27 ปี ท่านดูแลน้องคนละแม่กับท่านด้วยความรัก ไม่มีความอิจฉาริษยา กีดกันหรือกีดกั้นใดๆ เลย ถ้ารัชกาลที่ 3 ท่านไม่เป็นอย่างที่ท่านเป็น ประเทศไทยก็จะไม่มีรัชกาลที่ 4, 5 สืบมาจนทุกวันนี้  เพียงแค่รัชกาลที่ 3 ตั้งลูกท่านสักองค์หนึ่งเป็นเจ้าฟ้าเท่านั้น จบเห่แล้วนะครับ  27 ปี ถ้าท่านจะทำอะไรเจ้าฟ้ามงกุฎ  ท่านทำได้สารพัด ท่านไม่เคยทำ แล้วใครขืนทำ มีอันเป็นไปด้วย โดนรัชกาลที่ 3 ทรงเล่นงาน  วันหนึ่งรัชกาลที่ 3 ตรัสกับเจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งตอนนั้นเจ้าฟ้ามงกุฎคิดว่าตัวอยู่วัดมหาธาตุเป็นที่หมั่นไส้ของเจ้านาย พระอยู่หน้าวัง ท่านก็ขอมาอยู่ไกลวัง คือไปอยู่วัดราชาธิวาส  ท่านรู้จักวัดราชาธิวาสใช่ไหมครับ  อยู่ใกล้ๆ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ซึ่งอยู่ไกลเมืองมาก ณ วันนั้น  ท่านก็ออกมาอยู่วัดราชาธิวาสให้ไกลหูไกลตา  และมาอยู่วัดราชาธิวาส ท่านก็ไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส เป็นพระธรรมดา ลูกวัดนี่ล่ะ

แล้ววันหนึ่งรัชกาลที่ 3 ก็บอกว่า ชีต้น  ชีต้นนี่หมายถึงว่าพระคุณเจ้า บวชมานาน น่าจะไปสอบไปเรียนให้โยมได้ชื่นใจหน่อย คือแทนที่จะอยู่เฉยๆ ไปเรียน ไปสอบ ตกลงท่านก็เลยเข้าสอบ  สอบปั๊บท่านก็ได้เปรียญประโยคสาม ประโยคสี่ ประโยคห้า ต่อกันวันเดียว  มีเจ้านายองค์หนึ่งซึ่งเป็นกรรมการกำกับในการสอบด้วย  ก็ไม่ต้องเอ่ยชื่อเจ้านายองค์นี้นะ เพราะเป็นคู่รักคู่แค้นกับเจ้าฟ้ามงกุฎนะ  เจ้านายพระองค์นี้ท่านก็ตรัสขึ้นในเวลานั้นว่า “นี่ขนาดตอบผิดตอบถูก ใจคอจะแกล้งปล่อยกันไปถึงไหนหรือ” คือหาว่าเด็กเส้นไง พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎก็เสียใจ จึงหยุดแค่ประโยคห้า และไม่เข้าสอบอีก ทั้งๆ ที่ควรจะต้องสอบจนถึงประโยคเก้า

วัดบวรนิเวศวิหาร

รัชกาลที่ 3 ทรงรู้เข้า ว่าเจ้าฟ้ามงกุฎหยุดสอบเพราะอะไร  จึงนิมนต์ให้เข้ามาในวังวันหนึ่งและถวายพัตรเปรียญเก้าประโยคกิตติมศักดิ์   คำว่ากิตติมศักดิ์ใช้ครั้งแรกในประเทศไทยในวันนั้นเอง  กิตติมศักดิ์แปลว่า ได้โดยไม่ต้องสอบ  เช่น ปริญญากิตติมศักดิ์ทั้งหลาย  ตกลงท่านก็ได้เปรียญเก้ากิตติมศักดิ์ แต่เป็นธรรมเนียมตั้งแต่นั้นสืบมาว่า เจ้านายราชวงศ์จักรี เป็นพระเข้าสอบ จะไม่แปรไปเกินกว่าประโยคห้า  คือเกินกว่ารัชกาลที่ 4  อยู่มาเจ้านายองค์นั้น ท่านก็นิมนต์พระไปรับบิณฑบาตที่บ้านท่าน ที่วังท่าน แล้วก็สั่งให้คนที่วังท่านต้มข้าวต้มถวายใส่บาตร พระโยนบาตรทิ้งกันเป็นแถว นี่คือกลั่นแกล้ง

อีกกาลหนึ่งนิมนต์ให้ไปสวดมนต์ที่วังท่าน ไปถึงบอก “ตายจริง ตกใจ นึกว่าจองเอาไว้พรุ่งนี้ วันนี้ไม่ได้ทำกับข้าว” พระก็กลับหมด ตกลงก็ไม่ได้บิณฑบาต ฉันเพลก็ไม่ได้ฉัน  คือกลั่นแกล้งสารพัด จนกระทั่งวันหนึ่งเสียงลือเข้าไปถึงรัชกาลที่ 3 เจ้าฟ้ามงกุฎไปบวชอยู่วัดราชาฯ ไกลเกินไป อาจจะซ่องสุมผู้คน คิดกบฏได้ รัชกาลที่ 3 ไม่ได้เชื่อ แต่รำคาญ จึงนิมนต์ให้เข้ามาอยู่วัดใกล้ๆ วัง จะได้ตัดข้อครหา วัดนั้นคือวัดบวรนิเวศ และเวลานิมนต์ ท่านนิมนต์ไพเราะมากว่า  ชีต้นไปอยู่ไกล โยมศรัทธาจะใส่บาตรก็เดินมาบิณฑบาตไม่ถึงวัง มาอยู่วัดใกล้ๆ วัง แล้วจะได้นิมนต์มารับบาตรทุกวัน เดินไม่ต้องไกลนัก จงมาอยู่วัดบวรฯ เถอะ  ท่านก็เข้าไปอยู่วัดบวรฯ แล้วก็ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรฯ จึงเป็นวัดประจำราชวงศ์จักรีสืบมาจนทุกวันนี้

การที่รัชกาลที่ 4 ท่านบวชอยู่ตั้ง 27 ปี  ถ้าถือว่าวิกฤตก็เป็นวิกฤตนะ เพราะวันที่รัชกาลที่ 3 สวรรคตนั้น รัชกาลที่ 4 ท่านอายุ 47 นะ แล้วท่านมาเป็นกษัตริย์ สึกมา  แต่วิกฤตนี้ต้องถือว่าเป็นโอกาสทองของประเทศ เวลาผมจะต้องปลอบใจใครก็ตามที่รู้สึกเป็นวิกฤต ทำโน่นแล้วก็ไม่ได้  ทำนี่แล้วก็ไม่ได้ดี สมัครเป็นคณบดีสอบตก  อะไรก็ตามที่ควรจะเลื่อนขั้นไม่ได้เลื่อน  คั่วตำแหน่งอธิบดีถึงเวลาคนอื่นเอาไปกิน นึกว่าชีวิตนี้หายนะเป็นวิกฤต  ผมก็จะเล่าเรื่องรัชกาลที่ 4 ให้ฟัง และบอกว่า วันที่รัชกาลที่ 4 ท่านกะจะบวชเพียง เจ็ดถึงแปดวัน แล้วท่านต้องบวชตั้ง 27 ปี  ท่านอาจจะคิดตอนนั้นว่าเป็นวิกฤต  แต่เป็นโอกาสทองของประเทศจริงๆ เมื่อดูย้อนหลัง

ถ้ารัชกาลที่ 4 ไม่ไปบวชอยู่ 27 ปี เราจะไม่ได้พระเจ้าแผ่นดินที่ดีมาก ชื่อ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเลย  เพราะ 27 ปีนั้น ท่านก็คือพระธรรมดา คนเราพอเป็นพระ ต่อให้เป็นเจ้าฟ้า ก็ธรรมดา ใครนิมนต์ไปเทศน์ที่ไหนก็ต้องไป ใครนิมนต์ไปสวดที่ไหนก็ต้องไป แล้วไปไหนมาไหน ไม่มีคนห้อมล้อม 27 ปีนั้นจึงทำให้รัชกาลที่ 4 ได้เรียนภาษาอังกฤษ  ถ้าท่านขึ้นเป็น King ในตอนนั้น ท่านจะหาทางเรียนภาษาอังกฤษได้อย่างไร  ใครจะไปสอนท่าน

วัดราชาธิวาสอยู่ติดกับโบสถ์ฝรั่ง ท่านก็เดินข้ามกำแพงวัดไปเรียนภาษาอังกฤษกับบาทหลวง  แล้วท่านก็สอนภาษาบาลีให้บาทหลวง  ฝรั่งบางคนเป็นนักวิทยาศาสตร์ เก่งในทางส่องกล้องดูดาว ท่านก็ไปเรียนวิชาดาราศาสตร์กับเขา 27 ปี นั้นท่านไปเรียนภาษาอังกฤษ  ท่านได้เรียนภาษาละติน ท่านได้เรียนดาราศาสตร์  ท่านได้เรียนวิทยาศาสตร์  ทั้งหมดบาทหลวงสอน  ตอนที่ท่านถูกนิมนต์เข้าไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรฯ หมอบรัดเลย์เข้ามา ท่านก็ไปเรียนกับหมอบรัดเลย์ และอนุญาตให้หมอบรัดเลย์ตั้งโรงพิมพ์ขึ้นในวัดบวรฯ เป็นโรงพิมพ์แห่งแรกในประเทศไทย เกิดในวัดบวรฯ และท่านให้พิมพ์พระไตรปิฎก

เพราะฉะนั้นบรรดาอะไรต่อมิอะไร ที่ท่านมีความรอบรู้ได้ เกิดขึ้นใน 27 ปีนั้นทั้งนั้น  27 ปีนั้นท่านธุดงค์ไปภาคเหนือ  พระเวลาจะธุดงค์ก็ไม่มีใครมีสิทธิ์หวงห้ามอะไรก็ปล่อยท่านไป  ท่านธุดงค์ไปภาคเหนือ ท่านธุดงค์ไปสุโขทัย และเพราะท่านธุดงค์ไปสุโขทัย ท่านถึงเห็นว่าชาวบ้าน ไปปิดทองกราบไหว้บูชาก้อนหินอยู่ก้อนหนึ่งบนเนิน แล้วก็มีแท่น  ชาวบ้านบอกใครอย่าขึ้นไปนั่งบนแท่นนะ เจ้าป่าเจ้าเขาเขาสาปไว้ ท่านก็ขึ้นไปนั่งบนแท่นนั้น แล้วก็สืบเสาะจนรู้ว่า แท่นนี้คือพระแท่นมนังคศิลา ที่พ่อขุนรามฯ ให้ทำขึ้น ก้อนหินหนึ่งก้อนที่คนไปปิดทองไหว้นั้น คือศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง  ท่านก็เดินเข้าไปแล้วก็บอกว่าเชิญไปอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ เถิด ว่าแล้วค่อยเอากลับมาไว้ที่กรุงเทพฯ  ก้อนหินก้อนนั้นคือศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง

แท่นหินแท่นนั้นขนาดเท่าโต๊ะนี่ คือพระแท่นมนังคศิลา ที่ศิลาจารึกเขียนว่า ให้ช่างฟันกระดานหินวางไว้กลางดงตาล  ข้อความมีอยู่ในศิลาจารึก คือแท่นหินแท่นนี้ ซึ่งวันนี้มีนักโบราณคดีบางคนเหมือนกันที่บอกว่า รัชกาลที่ 4 ไม่ได้ไปพบศิลาจารึกหรอก คงไปแกะเอง ไปสลักเอง แต่นักโบราณคดีอีกพวกหนึ่ง เช่น ท่านอาจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ท่านก็เถียงกลับว่า ต่อมาแล้วได้พบศิลาจารึกอีกหลายหลัก  ก้อนหนึ่งก็เรียกว่าหลักหนึ่ง  และหลักอื่นๆ หลังรัชกาลที่ 4 ทั้งนั้น แล้วไปพบกันในสมัยหลังๆ แล้วเอาตัวอักษรมาเทียบกัน เป็นตัวอักษรที่คล้ายคลึงกัน ภาษาคล้ายคลึงกัน และข้อความโยงกัน แล้วจะไปทำปลอมขึ้นได้อย่างไร  ใครรู้ก็ต้องศึกษากันต่อไปก็แล้วกัน

เพราะฉะนั้นเมื่อท่านขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 4 ในปี 2394 เมื่อรัชกาลที่ 3 สวรรคตนั้น  ท่านมีอายุ 47 และท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่สมบูรณ์พร้อมด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ  พระเจ้าแผ่นดินนั้นปกติจะไม่รู้ว่าชาวบ้านทุกข์ สุข เดือนร้อนอย่างไร ก็ต้องให้ขุนนางอำมาตย์มาถวายรายงาน  รัชกาลที่ 4 ท่านบวชอยู่ 27 ปี ท่านเจอคน ไปพบท่านง่ายๆ สะดวก ท่านเคยธุดงค์ ท่านจาริกไป ท่านรู้ปัญหาของชาวบ้านอย่างที่ไม่มีพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดในประเทศไทยรู้ เพราะว่าท่านเป็นพระ ท่านจึงฟังปัญหาได้ง่าย และโดยตรงด้วย ไม่ต้องผ่านล่าม หรือผ่านคนอื่น

รัชกาลที่ 3 นั้น เมื่อตอนที่ท่านจะสวรรคต  ท่านก็เรียกขุนนางมาประชุมข้างๆ เตียงนอนท่าน ที่พระที่นั่ง รัชกาลที่ 3 ท่านน่ารักนะ  ท่านอยู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ซึ่งเป็นที่พักพระเจ้าแผ่นดินตลอด อีกไม่กี่วันจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 10 ท่านจะเห็นว่าในหมายมีตอนหนึ่งว่า  “ตอนค่ำวันบรมราชาภิเษกจะมีการเฉลิมพระราชมณเฑียร” คำว่า “เฉลิมพระราชมณเฑียร คือ ขึ้นบ้านใหม่ แปลว่าเข้านอนในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมานตามธรรมเนียม พระเจ้าแผ่นดินต้องนอนที่นั่น อย่างน้อยคืนหนึ่ง  แต่พระเจ้าแผ่นดินสมัยก่อน ท่านบรรทมที่นั่นจนสวรรคต เพราะเป็นห้องนอนพระเจ้าแผ่นดิน

รัชกาลที่ 3 ท่านประทับอยู่ในจักรพรรดิพิมานมาโดยตลอด เมื่อประชวรหนักจวนจะสวรรคต ได้ตรัสให้ขุนนางมาเฝ้าแล้วรับสั่ง ซึ้งเหลือเกินประโยคนี้ รับสั่งว่า “แม้ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน  แต่เราก็ไม่ใช่เป็นเจ้าฟ้ามาตั้งแต่ต้น  ถ้าต่อไปภายหน้าตายลงในนี้  พระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อๆ ไป อาจจะตั้งข้อรังเกียจ จงไปต่อเตียงขึ้นไว้ที่ระเบียบข้างนอก แล้วหามเราไปนอนที่นั่น แล้วตายที่ตรงนั้นเถอะ”  ไม่สวรรคตในจักรพรรดิพิมาน  แล้วก็จริงๆ ตกลงก็ต้องทำพระแท่นไว้ที่พระปรัศว์ คือระเบียงข้างๆ ข้างนอก แล้วเสด็จไปประทับที่นั่นจนสวรรคตที่นั่น ไม่ยอมสวรรคตบนพระแท่นบรรทมในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน

แล้วก็รับสั่งประโยคสำคัญตอนที่เสด็จย้ายไปประทับข้างนอกนั้นว่า “ราชสมบัตินั้นต่อไปจะยกให้แก่ พี่เรา น้องเรา หรือใครก็ตามไม่มีความรังเกียจเลย ยังเป็นห่วงอยู่ก็แต่หนึ่ง ถ้าหากว่าเจ้าฟ้ามงกุฎขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เกรงว่าจะบังคับพระทั้งหลายให้นุ่งห่ม เหมือนกับมอญทั้งหมด”  คือ เจ้าฟ้ามงกุฎตอนท่านบวชเป็นพระ ท่านตั้งคณะธรรมยุติขึ้น และให้ห่มเป็นแบบมอญ  ไม่เหมือนกับพระทั้งหลาย  รัชกาลที่ 3 ยกเอาข้อรังเกียจที่เบาที่สุดขึ้นมาบอกว่า เกรงว่า ถ้าขึ้นเป็นกษัตริย์แล้วจะบังคับให้พระเป็นธรรมยุติหมด พูดง่ายๆ อย่างนี้ก็แล้วกัน  ท่านเห็นข้อเสียอยู่ข้อเดียว

อีกองค์หนึ่งถ้าจะเชิญขึ้นเป็นกษัตริย์เราก็ไม่ขัดข้อง คือเจ้าฟ้าจุฑามณี ซึ่งต่อไปก็คือพระปิ่นเกล้า  แต่ก็วันๆ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราว เป็นการเป็นงาน เป่าปี่ ตีกลอง เล่นละคร สนุกสนานไปวันๆ  ท่านติข้อนี้  อีกองค์หนึ่ง  มีเจ้าอีกองค์หนึ่ง คือกรมพระยาเดชาดิศร (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร พระราชโอรสพระองค์ที่ 15 ในรัชกาลที่ 2)  ที่เป็นคนแต่งโลกนิติคำกลอน  “องค์นี้ก็เหมาะ เสียอย่างเดียวถือพระกรรณเบา ใครตรัสอะไรก็เชื่อหมด” แล้วไปคิดเองแล้วกันว่าจะเอาใคร  ถามว่าทั้งหมดสามองค์นี้ ใครที่ข้อหาเบาที่สุด  ก็มีคนวิ่งไปทูล เจ้าอาวาสวัดบวรฯ ว่ารัชกาลที่ 3 พูดถึงอย่างนี้ พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ซึ่งตอนนั้นท่านมีชื่อว่า พระวชิรญาณ ท่านก็บอกให้ไปกราบบังคมทูลว่า “ผิดไปแล้ว ต่อไปนี้ก็จะให้พระในฝ่ายธรรมยุติทั้งหมด กลับไปนุ่งห่มเหมือนอย่างพระไทยทั่วไป” พอกลับไปทูลท่านก็สบายใจว่า หมดปัญหาแล้ว  แล้วประโยคสำคัญที่รัชกาลที่ 3 ตรัสจึงมีว่า “กาลข้างหน้าต่อไป ศึกสงครามทางพม่านั้นเห็นจะไม่มีอีกแล้ว จะมีและควรจะระวังก็แต่ข้างฝรั่ง จงช่วยกันรักษาบ้านเมืองเอาไว้ให้ได้ อย่าไปหลงเชื่อตามฝรั่งเสียทั้งหมด แต่จงเรียนและเอาใจใส่ในวิชาอย่างเขาได้ แต่อย่าไปหลงเชื่อ”

นี่เป็นคำพยากรณ์ที่มีวิสัยทัศน์อย่างยิ่งยวดเลยนะ  แปลเป็นไทยอีกทีหนึ่งก็บอกว่า “ต่อไปนี้พม่าคงไม่มาแล้ว ให้ระวังฝรั่ง” และประโยคนี้คงจะเข้าหูไปได้ยินถึงเจ้าฟ้ามงกุฎเพราะท่านจะต้องเตรียมรับสถานการณ์เรื่องฝรั่งจะมา เพราะรัชกาลที่ 3 ท่านไม่เคยไปเมืองนอก ท่านรู้ได้ยังไง ท่านไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์ก็ไม่มีในเวลานั้น  นี่คือการมองการณ์ไกลของคนที่เป็นผู้นำประเทศ  แล้วรัชกาลที่ 3 ก็สวรรคต ขุนนางทั้งหลายก็แห่กันไปวัดบวรฯ แล้วก็เชิญให้ท่านสึกมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 4 ท่านก็ยอมรับ แล้วก็เสด็จเข้าประทับในพระบรมมหาราชวัง เป็นรัชกาลที่ 4 เริ่มรัชกาลตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ในปี 2394 ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน 17 ปี แล้วจึงสวรรคต  สวรรคตในปี 2411 เมื่อตอนสวรรคตพระชนม์พรรษา 64 พรรษา ตอนเป็นกษัตริย์ พระชนมายุ 47 ตอนสวรรคต 64 อยู่ในราชาสมบัติ 17 ปี

17 ปี นั้นท่านทำอะไรบ้าง  ท่านทำตั้งแต่วันแรกที่ท่านเข้าวังเลย  เพราะท่านเตรียมรับสถานการณ์  เตรียมรับการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ วันแรกที่ท่านเข้าวัง คนมาเฝ้าท่านมากมาย ท่านบอกว่าขอสั่งประโยคแรกนี่เป็นปฐมราชโองการเลยนะ ให้ทุกคนที่มาเฝ้าจงสวมเสื้อเถิด  เรื่องรัชกาลที่ 4 ให้คนมาเฝ้าสวมเสื้อ หนังสือพิมพ์ฝรั่งเอาไปลงที่สิงคโปร์  Straight Time ไปลงที่สิงคโปร์  ไม่ช้าก็ไปถึงลอนดอน และวอชิงตัน  ทั่วโลกตื่นเต้นกับการสวมเสื้อเข้าเฝ้า  ทำไมทั่วโลกจึงตื่นเต้นกับการสวมเสื้อเข้าเฝ้า  หนังสือพิมพ์ในสิงคโปร์พาดหัวว่า  ด่วน สัญญาณสำคัญเกิดขึ้นในสยาม คือการเป็น Westernized รัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 3 ท่านไม่สวมเสื้อ  เช่นเดียวกับคนไทยทั้งหลายไม่สวมเสื้อ  นุ่งผ้าถุง นุ่งโจงกระเบน ข้าราชการก็ไม่สวม กษัตริย์ก็ไม่สวม ท่านไปดูในปราสาทพระเทพบิดร ที่มีรูปหล่อพระเจ้าแผ่นดิน 8 รัชกาล อีกไม่นานก็คงจะต้องหล่อ รัชกาลที่ 9

รัชกาลที่ 1  รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 3 นั้นนุ่งผ้าเหมือนผ้าถุงและไม่สวมเสื้อ พอ สี่ ห้า หก สวมเสื้อหมด และในความเป็นจริงก็ไม่ได้สวมเสื้อ รัชกาลที่ 3 นั้น ถึงขนาดมีประกาศพระบรมราชโองการ ห้ามสวมเสื้อเข้าเฝ้า  จนกระทั่งปีหนึ่ง ฤดูหนาวอากาศเย็นจัด รัชกาลที่ 3 จึงคว้าเสื้อมาสวม แล้วก็อนุญาตให้คนที่เข้าเฝ้าสวมเสื้อได้

ในประวัติศาสตร์เขียนไว้ว่า วิธีสังเกตว่าวันไหนควรจะสวมเสื้อเข้าเฝ้า ให้ดูพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 3 ว่า พระถันหดหรือไม่ ถ้าพระถันหดแปลว่าอากาศหนาว เย็น เราก็จะได้สวมเสื้อ แต่คนไทยไม่ชอบสวมเสื้ออยู่แล้วล่ะ  เรื่องคนไทยไม่สวมเสื้อ ผมขอออกนอกเรื่องนิดหนึ่ง  เพราะอะไรก็ตามที่เข้าซอกเข้าซอยมันจะสนุกกว่าเดินถนนใหญ่  ข้าราชการเราไม่เคยสวมเสื้อ เราก็มีกรมอยู่สามกรมในประเทศไทยเวลานั้น  ซึ่งทำหน้าที่เก็บภาษี  ชื่อว่ากรมท่าซ้าย กรมท่าขวา กรมท่ากลาง

กรมท่าขวานั้นเก็บภาษีเรือที่มาตามทะเลอันดามัน  เราเรียกกันว่าเรือแขก  กรมท่าซ้ายนั้นตั้งอยู่ที่จันทบุรี เก็บภาษีเรือที่มาจากจีน มาจากญี่ปุ่น มาตามอ่าวตังเกี๋ย อ่าวไทย กรมท่ากลางตั้งอยู่พระประแดง เก็บภาษีเรือที่มาจากยุโรป  นี่เป็นอย่างนี้ตั้งแต่ครั้งออเจ้า สมัยพระนารายณ์  ใครที่เป็นอธิบดีกรมท่าขวา คือเก็บภาษีเรือแขก จะมีชื่อเหมือนกันหมดทุกคนสำหรับอธิบดีกรมท่าขวา  ท่าคือท่าเรือ  ว่าพระยาจุฬาราชมนตรี และพระยาจุฬาราชมนตรีทำหน้าที่เก็บภาษีเรือแขก  เวลาแขกเข้ามาก็เลยฝากหน้าที่ให้เจ้าคุณจุฬาราชมนตรี เช่น กราบบังคมทูลพระเจ้าแผ่นดินให้ด้วย เพราะตัวไม่ชอบเข้าเฝ้าเอง  หนักเข้าพระยาจุฬาราชมนตรีจึงเป็นหัวหน้าแขกสืบมาจนทุกวันนี้  เรียกว่าตำแหน่งจุฬาราชมนตรี

ส่วนเจ้ากรมท่าซ้าย ตั้งอยู่ที่จันทบุรี เก็บภาษีเรือจีน ใครที่เป็นเจ้ากรมท่าซ้ายต้องเป็นจีนเท่านั้น และจะมีชื่ออธิบดีเหมือนกันทุกคนว่า พระยาโชฎึกราชเศรษฐี และชื่อเดิมอะไรก็วงเล็บ  เช่น พระยาโชฎึกราชเศรษฐีชื่อเดิมว่า จีน เถียร  ได้เป็นเจ้าคุณโชฎึกราชเศรษฐี  เจ้ากรมท่าซ้ายเก็บภาษีเรือจีน รัชกาลที่ 6 ตั้งนามสกุลให้กับลูกหลานเจ้าคุณโชฎึกราชเศรษฐี (เถียร) ว่า โชติกเสถียร  โชติกะ แปลว่า แสงสว่าง มาจากคำว่า โชฎึก  โชฎึกไม่ได้แปลว่า แสดงตอนเที่ยงคืน แต่แปลว่า แสงสว่าง  ด.เด็ก เปลี่ยนเป็น ต.เต่า โชติกะ  เจ้าคุณโชฎึกคนหนึ่งชื่อเดิมว่า พุก  รัชกาลที่ 6 ตั้งนามสกุลให้กับเชื้อสายเจ้าคุณโชฎึกราชเศรษฐี (พุก) ว่า โชติกพุกนะ  ใครที่นามสกุลขึ้นต้นด้วยโชติกะนั้น ให้รู้ว่าบรรพบุรุษเป็นเจ้าคุณโชฎึก  ซึ่งสมัยก่อนรวยมาก เพราะเก็บภาษีได้มาก จึงเม้มไว้ได้มาก  เม้มโดยถูกกฎหมาย เพราะว่าข้าราชการสมัยก่อน ไม่มีเงินเดือน ทำมาหากิน มีรายได้อะไรเม้มไว้ส่วนหนึ่ง ที่เหลือส่งเข้าคลัง เขาถึงรวย

รัชกาลที่ 5 ปฏิรูป ยกเลิกการเม้ม แล้วก็จ่ายเงินเดือนแทน  เก็บอะไรได้ส่งเข้าคลังหมด แต่ความที่เราเคยเม้มกันมาห้าร้อยปี จึงเม้มกันจนทุกวันนี้  อันนี้ต้นเหตุของคอรัปชั่น  ข้าราชการกรมท่าซ้าย ท่าขวา ท่ากลาง สามกรมนี้ ก็เหมือนข้าราชการทั้งหลาย ไม่สวมเสื้อ นุ่งโจงกระเบน วิ่งลงไปในเรือ แล้วไปเก็บภาษี  ต่อมาก็มีคนปลอมตัว นุ่งโจงกระเบนลงไปเก็บ  บางทีชุดนั้นล่ะเก็บแล้ว อีกหน่อยชุดใหม่ก็มาเก็บอีก เรือจีน เรือฝรั่ง เรือแขก จึงถวายฎีการัชกาลที่ 3 ว่า ขอให้ข้าราชการมีบัตรประจำตัวข้าราชการแสดง จะได้รู้ว่าเป็นข้าราชการจริง  รัชกาลที่ 3 บอกไม่รู้จักบัตร เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน แต่งเครื่องแบบให้มันง่ายๆ ดูจากยูนิฟอร์ม  พวกเรือจีน เรือแขก ก็ตกลง เราจึงให้ข้าราชการสามกรมนี้ แต่งยูนิฟอร์มได้เป็นครั้งแรก  ข้าราชการอื่นไม่ต้องแต่ง จึงให้สวมเสื้อ และไปเลือกเองว่าจะเอาเสื้อยูนิฟอร์มสีอะไร  ข้าราชการสามกรมประชุมกัน เอาสีเสื้ออะไรก็ตามที่ปีหนึ่งซักทีหนึ่งได้ จึงเลือกเป็นสีน้ำเงิน  เสื้อสีน้ำเงินแขนยาว นุ่งโจงกระเบนสีน้ำเงิน  แล้วก็ลงไปเก็บภาษี ก็รู้ว่า อ๋อ เป็นศุลกากรตัวจริง  ใครตัวปลอมมาก็ต้องสวมเสื้อ คนไทยน่ะ ไม่สวมเสื้อ ให้แกไปขโมยของหรือไปฉ้อโกงแกเอา แต่ให้แกสวมเสื้อนี่แกไม่เอา  ก็ปลอดภัยได้

แล้วเพราะว่าข้าราชการสามกรมนี้ สวมเสื้อสีน้ำเงิน โจงกระเบนสีน้ำเงิน คนไทยจึงเรียกสีน้ำเงินตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาว่า สีกรมท่า เพราะเป็นยูนิฟอร์มของกรมท่าซ้าย ท่าขวา ท่ากลาง  นี่ผมเล่าทั้งหมดนี่เลี้ยวซ้ายเข้าไปเพื่อบอกให้รู้ว่า เรื่องสวมเสื้อมีความสำคัญถึงขนาดนี้  รัชกาลที่ 4 ท่านขึ้นเป็น King ปั๊บท่านประกาศเลยว่าสวมเสื้อเข้าเฝ้า ถ้าไม่สวมเสื้อ ไม่ให้เข้าเฝ้า ตรงนี้ฝรั่งจับผิดเลยว่า Westernized และนี่คือปฏิรูป รัชกาลที่ 4 ทำทำไม  ท่านทำทุกอย่างเพื่อให้เห็นว่าประเทศนี้เจริญ เอ็งอย่ามาดูถูกเหยียดหยามย่ำยีง่ายๆ  พอไปถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทำอีกอย่างหนึ่ง ไปอีกขั้นหนึ่งเลย คือให้เข้าเฝ้าโดยนั่งเก้าอี้ ไม่ให้หมอบคลาน รัชกาลที่ 5 ฝรั่งก็เอาไปลงข่าวทั่วโลกเหมือนกัน เพราะว่า ฝรั่งเจ็บใจตั้งแต่ต้น เวลาเข้าเฝ้าต้องหมอบคลาน  สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทูตพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มา เขาบังคับให้แกหมอบคลาน แกโกรธมากเลย แกบอกให้เอาเก้าอี้มา ไม่อย่างนั้นแกไม่เฝ้า

ก็ย้อนกลับมา รัชกาลที่ 4 เปิดฉากเลย เพื่อแสดงภาษาสมัยนี้เขาเรียก ส่งสัญญาณใช่ไหม  ส่งสัญญาณให้รู้ว่าสยามนี่ Westernized แล้ว แล้วท่านทำอะไรอีก ท่านรู้ภาษาอังกฤษ  ท่านต้องการโฆษณาประเทศไทย  สมัยนั้นไม่มี CNN ท่านจึงใช้วิธีโฆษณาเอง  ท่านเขียนจดหมายไปถึงพระเจ้าแผ่นดินทั่วโลก เขียนไปถึงประธานาธิบดีอเมริกาด้วยซ้ำไป  เป็นภาษาอังกฤษ ถูกๆ ผิดๆ ท่านก็เขียนไปก็แล้วกัน  แล้วเขาก็อ่านออก แปลได้โดยไม่ต้องผ่านล่ามกัน ซึ่งไม่เคยมีพระเจ้าแผ่นดินประเทศใดในโลก เขียนภาษาอังกฤษถึงกัน  ในเอเชียนั้นไม่มีพระเจ้าแผ่นดินประเทศใด ที่ตรัสภาษาอังกฤษได้เลย  รัชกาลที่ 4 ตรัสได้  แน่นอน accent อาจจะไม่ได้ดี  ท่านเรียนแบบของท่านเอง ตอนท่านบวชเป็นพระ  แล้วก็ย้ำอีกทีว่าถ้าไม่ได้บวชพระ 27 ปี ท่านไม่ได้เรียนหรอก ส่องกล้องดูดาวทำนายสุริยุปราคา ถ้าท่านไม่บวช ท่านก็ไม่มีวันได้ทำเป็นหรอก  ท่านได้ประโยชน์ตอนนั้น วิกฤตถึงเป็นโอกาส และเมื่อท่านเป็น King ท่านก็ตั้งน้องท่าน พ่อเดียว แม่เดียวกัน ขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาษาฝรั่งเขาเรียก The Second King ท่านอ้างว่าท่านเป็นโหร ผูกดวงแล้วดวงน้องคนนี้แข็ง จำเป็นต้องตั้งขึ้นเป็นกษัตริย์คู่กัน ขุนนางก็ทัดทาน  ไม่มีธรรมเนียม ท่านบอกทำไมจะไม่มี ก็พระนเรศวร์ ท่านก็ตั้งพระเอกาทศรถขึ้นเป็น Second King เหมือนกัน  พระองค์ดำ พระองค์ขาว  ท่านก็ตั้งบ้าง

แต่เบื้องลึกเบื้องหลัง มีคนเขียนอีกแบบหนึ่งว่าอาจจะเป็นเพราะว่าท่านบวชอยู่ 27 ปี ท่านไม่รู้ราชการงานเมืองพอ ท่านหวังพึ่งน้องท่านก็ได้ ซึ่งก็ดี สองคนพี่น้องก็ช่วยกันประคับประคองประเทศ  น้องท่านก็เป็นพระปิ่นเกล้า  พระปิ่นเกล้านั้นเป็นคนที่ตรัสภาษาอังกฤษได้ดีมาก  ถามว่ารัชกาลที่ 4 ท่านทำอย่างไร  ท่านมีจดหมายไปถึงประเทศต่างๆ เล่าเรื่องเมืองสยามไป  ท่านส่งทูตไปเฝ้าพระเจ้านโปเลียนที่ 3 ที่ฝรั่งเศส  ก็ได้ไปเฝ้าที่พระราชวังฟอง แตน โบลว์ แล้วก็เพื่อที่จะได้มีอะไรสักอย่างที่แสดงว่าประเทศสยามนั้นเจริญเหมือนคนอื่นเขา ท่านให้ทำเหรียญตราที่เรียกว่าเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ส่งไปถวายพระเจ้านโปเลียนด้วย  ประเทศไทยจึงมีเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 4  แล้วก็โปรดให้ถ่ายรูปท่านส่งไปให้พระเจ้านโปเลียน ให้รู้ว่าหน้าตาท่านเป็นอย่างนี้  คือทำทุกอย่างเพื่อจะโฆษณาประเทศไทยให้เห็นว่าเจริญ ไม่ได้ป่าเถื่อนอย่างที่ฝรั่งคิด ฝรั่งเขาคิดว่าเราป่าเถื่อนจริงๆ นะ

เมื่อคราวที่ท่านรู้ว่าเกิดสงครามกลางเมือง  เลิกทาสในอเมริกา ท่านส่งช้างไปช่วยอเมริกา มัน ตายกลางทางหมด แต่อย่างน้อยเป็นการแสดงมิตรจิตมิตรใจให้อเมริกาเขาเห็นด้วยความซาบซึ้งว่าเราส่งช้างไปช่วย เพื่อจะทำสงคราม Civil War ในอเมริกา รัชกาลที่ 4 ท่าน Westernized อะไรอีก ท่านจ้างฝรั่งมาสอนหนังสือลูกท่าน เช่น จ้างแหม่มแอนนา ซึ่งเป็นแม่หม้ายอยู่อินเดียให้มาสอนลูกท่าน ไม่ว่าลูกท่านเป็นชาย ลูกท่านเป็นหญิง ท่านจับมาเรียนภาษาอังกฤษกับแหม่มเหล่านี้หมด แล้วท่านจ้างหมอจากฝรั่งเข้ามาเป็นแพทย์ประจำราชสำนัก  แพทย์พวกนี้ก็เลยสอนภาษาด้วยเหมือนกัน  ทั้งหมดนี้คือ Westernization ทั้งนั้นนะ  ที่ไม่เคยมีพระเจ้าแผ่นดินองค์ใดมาก่อน ได้ทำอย่างนี้

รัชกาลที่ 5 ตอนนั้นเป็นเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์องค์เล็กๆ ก็ยังไปเรียนกับหม่อมแอนนา  แล้วหม่อมแอนนาก็สอนหนังสือ สอนการบ้าน สอนอะไรต่อมิอะไร สอนวรรณคดี แล้วก็สอนหนังสือ หนังสือเล่มหนึ่งที่แหม่มแอนนาเอามาสอน แล้วก็บังคับให้ทุกคนอ่าน แล้วทุกคนต้องแปลวันละหน้า วันละหน้า พวกเจ้านายไปเรียนกันหลายคนนะ หนังสือนั้นคือหนังสือที่เรารู้จักกันในวันนี้ว่า “กระท่อมน้อยของลุงทอม” เป็นหนังสือเกี่ยวกับการเลิกทาส เพราะว่าลุงทอม “Uncle Tom’s Cabin” Uncle Tom แกเป็นทาส แล้วแกลำบากยากแค้นแสนเข็ญยังไง ในหนังสือนั้นบรรยายไว้หมด พวกเจ้านายต้องมานั่งอ่าน นั่งแปล

รัชกาลที่ 4 ท่านทำอะไรอีก ตอนสมัยที่ท่านบวชเป็นพระครั้งรัชกาลที่ 3 ท่านตั้งคณะธรรมยุติขึ้น ซึ่งสืบทอดมาจนทุกวันนี้ พูดถึงเรื่องธรรมยุติห่มผ้านี้  เมื่อรัชกาลที่ 3 บอกว่า “เจ้าฟ้ามงกุฎดีหมดทุกอย่าง เสียอย่างเดียวถ้าเป็น King ต่อไปจะบังคับให้พระนุ่งห่มเป็นมอญ” รัชกาลที่ 4 ท่านรู้เข้าท่านได้เปลี่ยนเป็นนุ่งห่มเหมือนไทยตามเดิม  เมื่อท่านขึ้นเป็นกษัตริย์ได้อีกไม่นาน พระทั้งหลายที่เป็นสายธรรมยุติ ได้ถวายฎีกาขออนุญาตกลับไปนุ่งห่มอย่างเดิม ท่านก็อนุญาต  เพราะฉะนั้นพระธรรมยุติวันนี้ก็ยังคงแต่งแบบมอญสืบมา เพราะว่ารัชกาลที่ 4 ได้อนุญาตให้ในเวลาต่อมา  ส่วนนิกายเดิมที่มีมาตั้งแต่อยุธยานั้นก็เรียกว่าคณะมหานิกาย  การที่รัชกาลที่ 4 ท่านตั้งคณะธรรมยุติขึ้นนั้น เหตุผลสำคัญอันหนึ่งคือท่านเชื่อว่า พระไทยสมัยก่อนนั้นแข็งแรงมั่นคงดี แต่พอเสียกรุงครั้งที่สองนั้น พม่าบุกเข้ามา พระไทยวิปริตแปรปรวนไปมาก ไม่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย เพราะตอนที่ท่านบวชเป็นพระอยู่ท่านเห็นพระมอญเคร่งในพระธรรมวินัย ท่านจึงถือว่าน่าจะเป็นสายตรง สายแท้กว่าพระไทย  พระไทยวิปริตแปรปรวนหมด ท่านถึงได้คิดเรื่องธรรมยุติขึ้น  ลักษณะของธรรมยุติพูดไปก็คล้ายๆ กับที่มาร์ติน ลูเธอร์ คิดเรื่องโปแตสแตนท์ขึ้นในยุโรป  แต่ว่าโปแตสแตนท์ กับคาทอลิกนั้นไม่ยอมลงในสายเดียวกัน แต่คณะธรรมยุติกับมหานิกายนั้น ลงในสายเดียวกัน คือวิธีปฏิบัติต่างกัน วิธีสวดมนต์ต่างกัน แต่หลายอย่างจะร่วมกันได้  เพราะฉะนั้นเวลาเราตั้งสมเด็จพระสังฆราชในเวลาต่อมา ซึ่งท่านอาจจะเป็นธรรมยุติก็ได้  มหานิกายก็ได้  องค์ปัจจุบันท่านเป็นธรรมยุติ แต่ตำแหน่งพระสังฆราชทั้งหมดจะต้องลงท้ายด้วย สกลมหาสังฆปรินายก แปลว่าเป็นใหญ่เหนือทุกนิกาย  เหนือทั้งธรรมยุติและมหานิกาย

ก็ย้อนกลับไปที่รัชกาลที่ 4  ตอนสมัยท่านบวชเป็นพระท่านถูกกลั่นแกล้งสารพัด แต่ท่านก็รอดมาได้ด้วยเดชะบารมีรัชกาลที่ 3 คุ้มครอง  พูดถึงรัชกาลที่ 3 เรียนไปนิดหนึ่งว่า ตอนที่รัชกาลที่ 3 ท่านสร้างพระปรางค์วัดอรุณ นั่นก็วิสัยทัศน์รัชกาลที่ 3 นะ ท่านสร้างพระปรางค์ขึ้นให้สูงใหญ่ เพื่อเรือเข้ามาตามแม่น้ำเจ้าพระยา เห็นยอดพระปรางค์แต่ไกลจะได้รู้ว่ามาถึงแผ่นดินสยามแล้ว ความคิดนี้ในเวลาต่อมาคือความคิดเดียวกับที่อเมริกาไปสร้างอนุสาวรีย์เทพีสันติภาพขึ้นที่ปากแม่น้ำฮัตซัน นิวยอร์ก ถือคบเพลิง เรือทั้งหลายเข้ามาเห็นเข้าแต่ไกล รู้ว่ามาถึงอเมริกาแล้ว รัชกาลที่ 3 ท่านได้สร้างพระปรางค์วัดอรุณ ด้วยเหตุผลอย่างเดียวกัน  แต่ก่อนเทพีสันติภาพตั้งเกือบร้อยปี

ปกติพระปรางค์ทั้งหมดในประเทศไทย ยอดพระปรางค์นั้นจะต้องยกยอดเป็นนภศูล นภศูลเป็นเหมือนกับสามง่ามปักไว้ที่ยอด  ไปดูพระปรางค์ทุกแห่ง  พระปรางค์วัดอรุณเมื่อสร้างเสร็จ รัชกาลที่ 3 ให้ยกยอดเป็นมงกุฎ เอามงกุฎใส่ แล้วมงกุฎที่ท่านเห็นว่าสวยที่สุด ท่านสร้างพระประธานไว้องค์หนึ่ง ท่านนี้คือรัชกาลที่ 3 อยู่ที่วัดนางนอน แล้วถวายมงกุฎสวมไป พอพระปรางค์วัดอรุณเสร็จ ท่านไปเอาพระมหามงกุฎที่สวมให้กับพระประธานวัดนางนอน มายกขึ้นเหนือยอดพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ไม่มีใครรู้ความหมาย แต่มีคนไปเขียนว่า เพื่อจะประกาศให้รู้ทั้งประเทศว่า สิ่งที่สูงที่สุดในประเทศนี้ คือมงกุฎ คือเจ้าฟ้ามงกุฎ ขณะนั้นเจ้าฟ้ามงกุฎบวชเป็นพระ ยังไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินนะ

แล้ววัดที่ท่านนิมนต์ให้มาครองเป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้นก็เจาะจงเลยว่าให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดนี้ ชื่อวัดบวรนิเวศ แปลว่า ที่อยู่ของอุปราช หรือกรมพระราชวังบวร ซึ่งยิ่งใหญ่รองจากพระเจ้าแผ่นดิน  เพราะตอนที่เจ้าฟ้ามงกุฎยังบวชเป็นพระอยู่ วันหนึ่งมีคนไปเจอพระพุทธรูปองค์หนึ่ง เอามาถวายท่าน ท่านดีใจมาก ถือว่ามาถูกเวลา ท่านกำลังถูกเขากลั่นแกล้งสารพัดชนิดอยู่ ท่านจึงตั้งชื่อพระพุทธรูปองค์นั้นว่า พระไพรีพินาศ ยังอยู่ที่วัดบวรฯ ทุกวันนี้

ทีนี้เมื่อท่านขึ้นมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านก็ทำทุกอย่างเพื่อจะโฆษณาประเทศ โปรโมทประเทศว่าอย่างนั้นเถอะ  คราวนี้ของจริงมาแล้ว คือ ต่างประเทศ  ของจริงที่ว่านี้ก็คือว่า ขณะนั้นอังกฤษได้อินเดียเป็นเมืองขึ้นแล้ว กำลังรุกเข้ามาที่พม่า แล้วก็อังกฤษเองก็ลงใต้ไปได้มลายูแล้ว ฝรั่งเศสกำลังเข้ามาที่แหลมอินโดจีน  เพราะฉะนั้นประเทศสยาม ประเทศเล็กๆ อยู่ตรงนี้ ก่อนที่ฝรั่งมังค่าจะเข้ามา รัชกาลที่ 4 ท่านพยายามชูประเทศขึ้น  วิธีชูประเทศตอนนั้น ก็อย่างที่ว่าแหละ จะไปจ้าง CNN ทำรายการก็ไม่ได้  เพราะยังไม่มี  ก็ต้องใช้วิธีโฆษณาประเทศให้เห็นว่ามันเจริญแล้ว อารยะแล้ว ไม่ได้ป่าเถื่อน คนมีความรู้มีการศึกษา ฝรั่งเข้ามาท่านก็พูดภาษาอังกฤษด้วยได้  ไม่มีอะไรแตกต่างจากฝรั่ง เสื้อก็สวมให้แล้ว  ที่สำคัญรัชกาลที่ 4 ท่านให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา  ท่านรู้ว่าฝรั่งเขาติดใจเรื่องนี้ ฝรั่งติดใจเรื่องอะไร ท่านเอาเรื่องนั้นใส่เข้าไปเลย  พระราชทานเสรีภาพในการนับถือศาสนา  ท่านยอมให้ฝรั่งตั้งวัดได้  ท่านยอมให้ฝรั่งตั้งโรงเรียนได้  ครูฝรั่งคนหนึ่งที่เป็นบาทหลวง ที่ท่านไปเรียนด้วยตลอด  ท่านก็อุปถัมภ์ค้ำจุน เมื่อถึงเวลาตายท่านก็แห่ศพตามแม่น้ำเจ้าพระยา  พอเรือที่แห่ศพครูฝรั่งของท่านซึ่งเป็นบาทหลวงผ่านที่ประทับ ทรงลุกขึ้นยืนและถอดหมวก เป็นครั้งแรกที่คนไทยเห็นพระเจ้าแผ่นดินถอดหมวกให้กับศพ  หนังสือพิมพ์เอาไปลงทั่วโลก  ด้วยความที่เรียกว่าซูฮก  คือทำทุกอย่างเพื่อให้เห็นว่า เราเป็นประเทศที่อารยะ

แต่คราวนี้โชว์อย่างเดียวไม่พอ ฝรั่งเข้ามาจริงๆ แล้วล่ะ  คืบคลานเข้ามาแล้วล่ะ ข่าวที่ว่าฝรั่งกำลังจะยึดครองประเทศไทยนั้น รู้กันอยู่ทั่ว ตรงกับที่รัชกาลที่ 3 พยากรณ์ว่า การศึกต่อไปข้างหน้า ข้างพม่าไม่มีอีกแล้ว ระวังก็แต่ฝรั่งเถอะ รัชกาลที่ 4 ท่านก็รู้  ในที่สุด ปลายรัชกาลที่ 4 นั้นเอง พระนางเจ้าวิคตอเรีย กษัตริย์อังกฤษ ก็ส่งทูตเข้ามาคือเซอร์จอห์น เบาริ่ง  ถือพระราชสาส์นเข้ามา แล้วก็มาจอดเรืออยู่ริมฝั่งอ่าวไทย แถวพระประแดง  แล้วกะว่าถ้าประเทศไทยไม่ต้อนรับทูตก็จะได้สู้กัน รบกัน  รัชกาลที่ 4 ท่านฉลาดมาก เตรียมการต้อนรับ ส่งคนไปรับถึงพระประแดง ลงเรือเข้ามาเข้าเฝ้า เขาก็มาเจรจา เซอร์จอห์น เบาริ่ง  ถือพระราชสาส์น ควีนวิคตอเรียมา เจรจาเรียกข้อเรียกร้อง เช่น

  1. การเก็บภาษีต่อไปนี้ต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ เก็บแบบเดิมไม่ได้
  2. ขอสิทธิเสรีภาพ เช่น เสรีภาพในการนับถือศาสนา เราก็บอก ก็ให้ไปแล้วไง เออฝรั่งจริง ขีดออกสักข้อหนึ่ง
  3. ต้องการให้ฝรั่งมาตั้งร้านค้าขายอยู่ในประเทศนี้ได้ ที่สำคัญคือถ้าฝรั่งมาทำผิดในเมืองไทย ด้วยความที่กฎหมายไทยนี้ป่าเถื่อน ขอขึ้นศาลฝรั่ง อันนี้แปลกนะข้อนี้ หมายความว่า ภาษากฎหมายเขาเรียกว่า ขอมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขต คือปกติสิทธิของไทยก็อยู่ในประเทศตัวใช่ไหม สิทธิคนอังกฤษ ก็อยู่ในเมืองอังกฤษ คนอังกฤษทำผิดที่อังกฤษ ขึ้นศาลอังกฤษ โอเค คนอังกฤษมาทำผิดในเมืองไทย แล้วยังขึ้นศาลอังกฤษ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองไทย อันนี้ไม่โอเค แต่จะโอเค ไม่โอเค เขาบังคับว่าจะเซ็นไม่เซ็น ถ้าไม่เซ็น เรือรบมาด้วยนะ บุกประเทศสยามวันนี้ รัชกาลที่ 4 เสร็จ อังกฤษไม่นึกเลยว่าจะเซ็น จะบอกให้ เขาถึงเอาเรือรบมาเตรียม รัชกาลที่ 4 ท่านก็ฉลาด ท่านก็ไม่ได้เซ็นทันที ท่านตั้งกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เจรจากับเซอร์จอห์น เบาริ่ง แต่ท่านทรงล็อบบี้กรรมการไว้หมดแล้วว่า เจรจาไปเถอะสามวัน เจ็ดวัน ยังไงก็ได้ แต่วันสุดท้ายยอมเขาก็แล้วกัน แต่ต้องอย่ายอมง่ายๆ ถ่วงเวลาเอาไว้ เพื่อจะได้เจรจาต่อรอง

สิ่งที่รัชกาลที่ 4 ได้พยายามอธิบายนั้นไม่น่าเชื่อเลยว่าคนเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วเข้าใจสิ่งนี้ นั่นคือคำว่า Free Trade การค้าเสรี รัชกาลที่ 4 อธิบายว่า โลกสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน เราจำเป็นต้องเปิดประเทศ ซึ่งเป็นการค้าเสรี สมัยก่อนนั้นใครจะซื้อสินค้าอะไรจากเมืองไทยไปขาย จะต้องมาซื้อที่กรมพระคลังสินค้า กรมพระคลังสินค้านี้เป็นเหมือนองค์การคลังสินค้าวันนี้ ฝรั่ง แขก ลาว จีน ที่ไหนจะซื้ออะไร ไม่มีสิทธิ์ไปซื้อกับชาวบ้าน ต้องผ่านนายหน้า คือกรมพระคลัง ชาวบ้านเอาไปขายกรมพระคลัง กรมพระคลังก็ไปขายต่อ ก็เก็บค่าต๋ง สิ่งที่เซอร์จอห์น เบาริ่ง ถือมามีข้อหนึ่ง ขอซื้อขายตรง ไม่ผ่านกรมพระคลังสินค้า เพราะกรมพระคลังสินค้าชาร์จแพง ชาวบ้านเอาข้าวไปขายเกวียนละ 20 บาท กรมพระคลังก็ซื้อไว้ 20 แล้วเอาไปขายต่อ 100 คราวนี้ถ้าฝรั่งซื้อตรงจากชาวนา ก็ซื้อ 20 ถูกไหมฮะ อันนี้คือตัวอย่างข้อตกลงที่เซอร์จอห์น เบาริ่ง ถือมา

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
(ช่วง บุนนาค)

คนไทยซึ่งอยู่ในคณะเจรจา แล้วก็เก่งมาก และรู้ภาษาอังกฤษด้วย คนคนนี้ต่อมาได้เป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) บ้านท่านยกให้เป็นโรงเรียน เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ฝั่งธนน่ะ อะไรที่เป็นบ้านสมเด็จฯ ของท่านทั้งนั้น ท่านเป็นคนเจรจา เจรจาต่อรองได้เยอะมาก จนเซอร์จอห์น เบาริ่ง เขียนได้เลยว่า สำหรับคนผู้นี้ถ้าไม่ใช่เป็นคนที่รักชาติอย่างน่าสรรเสริญ ก็เป็นคนเจ้ามารยาอย่างยิ่ง คือดูไม่ออกว่าจริงใจหรือเปล่า แต่รู้ว่าเก่งมาก จะเอาอะไรเข้าประเทศตัวหมด แต่สุดท้ายในที่สุดก็ มีการลงนามยินยอม ฝรั่งก็เลยต้องถอนกลับไป ไม่อย่างนั้น ผมเข้าใจว่า เราสู้รบกัน ดีไม่ดีเสียเอกราชด้วยตอนนั้น เพราะการที่อังกฤษมานั้น จะขนเรือมากี่ลำก็ตาม มันก็ไม่กี่ลำหรอก สู้กันเราก็ชนะ แต่ที่สำคัญคือ หลังจากนั้นมันจะมีประเทศอื่นกระหน่ำตามเข้ามา เคราะห์ซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา เพราะเรืออังกฤษรออยู่บริเวณนั้นคือออกจากฮ่องกงมาช่วย แล้วก็มาจากอินเดีย เพราะตอนนั้นอังกฤษยึดได้ฮ่องกง และได้อินเดียไปแล้ว ก็บุกเข้ามา เช่นนั้นก็คงจะเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นในประเทศไทย

ปรากฏว่าเมื่อรัชกาลที่ 4 ท่านลงนามในหนังสือสัญญานั้น อังกฤษยอมถอนกลับ  ถอนกลับแล้วเซอร์จอห์น เบาริ่ง ก็กลับไปสรรเสริญเยินยอรัชกาลที่ 4 ให้ ควีนวิคตอเรีย ฟังอย่างยิ่งใหญ่ จนอังกฤษวางใจว่าประเทศสยามไม่เป็นศัตรูและหาเหตุยึดยาก  รัชกาลที่ 4 ท่านทำอีกครั้งหนึ่ง  ด้วยการตั้งให้เซอร์จอห์น เบาริ่ง เป็นขุนนางไทยเสียเลย  ท่านประทานชื่อว่า พระยาสยามมานุกูลกิจ สยามมิตรมหายศ เป็นข้าราชการไทย โดยที่ท่านก็ไม่ได้มาเมืองไทยนะ ส่งเครื่องยศไปให้ที่อังกฤษ  เป็นพระยาสยามมานุกูลกิจ สยามมิตรมหายศ คือเป็นกระบอกเสียงให้เรา  ตั้งแต่นั้นมาเซอร์จอห์น เบาริ่ง แกก็บ้ายอ แกพูดอะไรให้ประเทศไทยหมด  ลูกแก แกยังส่งลูกแกมาเฝ้าเลย แล้วก็ทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยมาก คนหนึ่งทีเดียว

เซอร์จอห์น เบาว์ริง

แต่ปัญหาก็คือเมื่ออังกฤษเปิดฉากทำอย่างนั้นได้  ประเทศอื่นก็ทำบ้าง หลังจากอังกฤษไม่นาน ก็ถึงคราวอเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน โปรตุเกส เข้ามายื่นหนังสือทำนองเดียวกัน รวมหมด 18 ประเทศ ซึ่งแปลว่าคนเหล่านั้นทำผิด เขาขึ้นศาลเขา ใช้กฎหมายเขานะ คำนี้ท่านอาจจะไม่ค่อยเข้าใจว่ามันแปลว่าอะไร  แปลว่าอย่างนี้ สมมติว่าฝรั่งคนหนึ่งเดินอยู่แถวถนนข้าวสาร  ถูกคนไทยตีหัว วิ่งราวทรัพย์ จับคนไทยคนนั้นได้  กรณีนี้ขึ้นศาลไทย จะตัดสินลงโทษยังไงก็ช่าง  แต่ถ้าฝรั่งขี้นกคนหนึ่งเดินอยู่ถนนข้าวสาร  เกิดถังแตก ไปขโมยของคนไทย จับได้ฝรั่งคนนี้ไม่ขึ้นศาลไทย แต่ขึ้นศาลตามสัญชาติอะไร  สัญชาติสเปน ขึ้นศาลสเปน  สัญชาติโปรตุเกส ขึ้นศาลโปรตุเกส  สัญชาติอังกฤษ ขึ้นศาลอังกฤษ  แล้วศาลพวกนี้ตั้งอยู่ที่ไหน อยู่ในสถานทูต   ตอนนั้นมันเป็นศาลเหรอ  ไม่เป็นหรอก  แต่วันนั้นน่ะมันเป็นศาล  แล้วพอตัดสินเสร็จก็เลิกศาล  แล้วเอาที่ไหน ใครมาตัดสิน ก็คนในสถานทูตนั่นแหละ เป็นอะไร เป็นผู้พิพากษา เป็นอะไร เป็นอัยการ  แล้วเปิดกฎหมายอะไร กฎหมายของมันนี่ล่ะ  แล้วกฎหมายของมัน แปลว่ายังไง เราก็ไม่รู้แล้วแต่มันจะแปลออก  แล้วมันก็อาจจะแปลว่า เรื่องอย่างนี้ตามกฎหมายสเปนไม่ถือว่าเป็นการลักทรัพย์  เป็นการหยอกล้อ ยกฟ้อง ก็จบ  เลยไม่มีใครติดคุกสักคนหนึ่ง นี่คือคำว่าสิทธิสภาพนอกอาณาเขต

เรื่องนี้ลามมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 5 ท่านถึงเจ็บใจมาก เพราะคนไทยเอาเสียเอง คนไทยขโมยของคนไทย กลางตลาดบางลำพู  จับคนไทยได้ มันวิ่งหนีสุดชีวิต ตำรวจก็วิ่งไล่ มันเจอสถานทูตประเทศใดอยู่ใกล้ มันวิ่งเข้าสถานทูต แล้วก็เอามือแตะคัมภีร์ไบเบิล แล้วก็ยกมือขวา ข้าพระเจ้าขอปฏิญาณตน มันก็มองป้ายสถานทูต สเปน  ข้าพเจ้าขอเป็นชาวสเปนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แล้วทูตสเปนก็มาทำพิธีแตะบ่า บัดนี้เจ้าเป็นสเปน เท่านั้น มันขึ้นศาลสเปน  แล้วพอศาลสเปนยกฟ้อง ข้าพเจ้าขอกลับไปเป็นคนไทย  แล้วเราก็จับมันมาฟ้องอีกไม่ได้ เพราะเป็นฟ้องซ้อน ฟ้องซ้ำ นี่คือสิ่งที่รัชกาลที่ 5 ต้องช้ำใจมาก

เพราะฉะนั้นตลอดสมัยรัชกาลที่ 4 อยู่รอดปลอดภัยมาได้ด้วยความชาญฉลาดของท่านในการทูต ซึ่งไม่มีประเทศใดในโลกที่ใช้วิธีการทูตแบบนี้ แล้วทำให้เอาตัวรอด   เสียประเทศหมด  แล้วท่านก็ปฏิรูปทั้งการศึกษา ทั้งการเล่าเรียน ทั้งศาสนา  ไหนๆ พูดเรื่องปฏิรูป แทรกสักนิดหนึ่ง

ผมเห็นความยิ่งใหญ่รัชกาลที่ 4 ตรงนี้ ก่อนหน้าสมัยรัชกาลที่ 4 ประเทศไทยนั้นรับอิทธิพลศาสนาพราหมณ์ มาตลอด พราหมณ์มาเป็นเจ้าพิธี โล้ชิงช้าก็พราหมณ์ แรกนาขวัญก็พราหมณ์ อะไรก็พราหมณ์  พราหมณ์เป็นใหญ่หมด  บรมราชาภิเษก ก็ยังพิธีพราหมณ์เลย  ทำไมบรมราชาภิเษกต้องเอาน้ำจากแม่น้ำห้าสายในเมืองอินเดียมา  แม่น้ำคงคา ยมุนา มหิ สรภู อจิรวดี ก็ธรรมเนียมพราหมณ์

รัชกาลที่ 4 ท่านเก่ง  ท่านรู้ว่าธรรมเนียมพราหมณ์นั้น เรายกเลิกไม่ได้ เพราะมันใช้มาเป็นร้อยๆ ปี แต่เมื่อเลิกไม่ได้ เราก็ทำให้พราหมณ์มาเป็นพุทธ ทุกพิธีที่มีพราหมณ์มาเกี่ยว  เริ่มต้นท่านได้นิมนต์พระมาแล้วให้ศีล แล้วก็จับพราหมณ์ถือศีลก่อน  แล้วพอเสร็จเรื่องของพุธ พระก็จะกลับวัด ต่อจากนั้นพราหมณ์จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ อยากทำอะไรก็ทำ แต่ทั้งหมด เอาพุทธเข้ามาครอบก่อนทั้งหมดทั้งสิ้น  คนที่เริ่มทำอย่างนี้คือรัชกาลที่ 4 เพราะฉะนั้นพิธีบรมราชาภิเษก แต่เดิมเป็นพิธีพราหมณ์แท้ๆ ล้วนๆ รัชกาลที่ 4 เปลี่ยนใหม่เป็น เอาพุทธเข้ามาแทรก ซึ่งเราจะได้เห็นอีกสองเดือนข้างหน้า มีทั้งพุทธ ทั้งพราหมณ์ผสมกัน  แต่พุทธนั้นจะเป็นใหญ่กว่า  เมื่อเวลาถวายน้ำอภิเษก ซึ่งเป็นน้ำเทพมนต์ พราหมณ์เป็นคนถวาย รัชกาลที่ 4 ให้เปลี่ยนเป็นน้ำเทพมนต์และน้ำพุทธมนต์ โดยพระเป็นคนถวาย

พระเจ้าแผ่นดินสมัยก่อนนั้น พราหมณ์จะเป็นคนอุ้มขึ้นนั่งบนราชบัลลังก์ ที่มีชื่อว่าพระแท่นภัทรบิฐ ซึ่งท่านจะเห็น  พระแท่นภัทรบิฐ เป็นพระแท่นที่เมื่อประทับนั่งลงไป ก็จะเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วพูดอะไรจากตรงนั้น เรียกว่าพระบรมราชโองการหมด  ไม่เรียกพระราชโองการแล้ว  สมัยก่อนพราหมณ์อุ้มขึ้นไปนั่ง เพื่อแสดงให้เห็นว่า ส่งขึ้นสู่ราชสมบัติโดยฝีมือพราหมณ์  รัชกาลที่ 4 ท่านมาเปลี่ยนว่า ถึงเวลาท่านขึ้น ท่านเดินขึ้นไปนั่งเองได้  พูดถึงว่าในยุโรปสมัยก่อนนี้ กษัตริย์ยุโรปสวมมงกุฎ ต้องให้โป๊ปสวมมงกุฎ ท่านจำได้ไหม แล้วนโปเลียนรับมงกุฎมาสวมเอง เพื่อต้องการแยกให้ออกว่าอำนาจมาจากใครกันแน่

เพราะฉะนั้นรัชกาลที่ 4 ท่านปฏิรูปในเรื่องนี้ และท่านเป็นคนที่มีความรู้ทางด้านภาษาเป็นอย่างดี ลูกท่านทุกคน  รัชกาลที่ 4 มีลูก 84 พระองค์  เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีพระราชโอรส ธิดามากที่สุด 84 พระองค์  ลูกทุกองค์ รัชกาลที่ 4 ตั้งชื่อให้หมด และมีคาถากำกับแปลไว้ให้ด้วย  เพราะท่านรู้ภาษาดี รู้ศาสนาดี และที่สำคัญคือท่านรู้โหราศาสตร์ ท่านรู้ดาราศาสตร์ ท่านทายเลยว่าตั้งแต่ปี 2409 ว่า  อีกสองปีข้างหน้า ผมย้ำนะว่า อีกสองปีข้างหน้า ในวันนี้ เวลานี้ กี่นาที กี่วินาที จะเกิดสุริยุปราคา พระอาทิตย์ดับมืดเต็มดวง เห็นชัดที่สุด ในทั่วโลก เห็นชัดที่สุดที่หว้ากอ  เพราะฉะนั้นพอถึงเวลาเข้าท่านก็เชิญนักดาราศาสตร์ฝรั่งเศสเข้ามา กงสุลใหญ่ เซอร์แฮร์รี่ ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์เข้ามา  เข้ามาด้วยความรู้สึกว่าถ้าไม่แม่นก็จะได้เห็นสยามหน้าแตก  ผิดไปสักหนึ่งนาทีก็หน้าแตก เมื่อถึงเวลากี่นาที กี่วินาที ทั้งหมดก็แห่กันไปที่หว้ากอ  พอถึงเวลานั้นเป๊ะ ในปี 2411 ตรงกับเวลานาที วินาที และที่สำคัญคือจุดที่เห็นคือองศา ลิปดา วิลิปดา ที่ทรงพยากรณ์ไว้สองปีทุกประการ พระอาทิตย์ดับวูบหมดทั้งดวง  เป็นข่าวไปทั่วโลก  และนี่คือความยิ่งใหญ่ที่ฝรั่งต้องยอมรับและดูถูกเราไม่ได้แล้วล่ะ

เพราะฉะนั้น UNESCO ถึงได้ยกย่องในเวลาต่อมาว่า ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก คนหนึ่งในด้านวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ การศึกษา และการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง การปฏิรูปทั้งหลาย ที่ท่านแผ้วถางทางไว้ ตลอด 17 ปีในรัชกาล จนกระทั่งเสด็จสวรรคต และที่เสด็จสวรรคตนั้นก็น่าจะเป็นเพราะว่าไข้ป่าที่มาจากหว้ากอ กลับมาประทับอยู่ได้ประมาณเดือนเศษ ก็เสด็จสวรรคต และก่อนสวรรคตนั้นเป็นที่น่าประทับใจ ได้ตรัสว่าจะไม่ยกราชสมบัติให้ผู้ใด สุดแท้แต่ขุนนางจะพิจารณากันเองตามสมควร  อันนี้ประชาธิปไตยนะนี่  ท่านไม่ designate เลยว่าให้ลูกท่านคนไหนเป็นพระเจ้าแผ่นดิน  จักเอาพี่เรา น้องเรา หลานเรา ลูกเรา คนใดก็สุดแต่จะยกย่องขึ้น ตามที่เห็นสมควรว่าจะรักษาแผ่นดินได้เถิด

และระหว่างที่บรรทมอยู่ในพระที่นั่งนั้น ก็ได้ตรัสประโยคสำคัญเรียกคนมาเฝ้าทั้งหมด แล้วบอกว่าอันดับแรก ให้ใครช่วยจับท่านพลิก ในท่าสีหบัญชร แล้วรับสั่งว่า พระพุทธเจ้านั้นปรินิพพานในท่านี้  เราก็จะตายในท่าเดียวกัน  คือไม่บรรทมหงาย นอนตะแคง แล้วก็ตรัสว่า สติปัญญาเรายังดี  วิธีพิสูจน์ว่าเราไม่วิปริตฟั่นเฟือนไหลหลง เพราะจะตายแล้ว  ว่าแล้วก็ตรัสเป็นภาษาบาลียาว  แล้วตรัสถามผู้ที่มาเฝ้า ที่รู้ภาษาบาลีว่า ที่เราพูดนั้นถูกหรือไม่  ก็ตอบว่าถูกพระพุทธเจ้าข้า  รับสั่งว่าเพื่อแสดงว่าเรายังไม่หลง ต่อไปนี้เป็นคำแปลภาษาไทย  แล้วท่านก็ตรัสแปลเป็นภาษาไทย ถูกหรือไม่  ทุกคนก็บอกถูกพระพุทธเจ้าข้า  เรากำลังจะตายแล้วประโยคนี้  ไม่พ้นคืนนี้ ซึ่งเป็นวันพระ ขึ้น 15 ค่ำ เราจะตาย ความตายไม่เป็นสิ่งอัศจรรย์ เพราะเป็นสิ่งธรรมดา ใครๆ ก็ทำได้ ถ้าอัศจรรย์จริงต้องมีบางคนทำได้ บางคนทำไม่ได้  ประโยคนี้สำคัญนะ  ความตายไม่เป็นสิ่งอัศจรรย์ จึงอย่าร้องไห้  แล้วก็รับสั่งให้นิมนต์พระเข้ามา แล้วก็พนมมือไหว้ดิฉัน รับสั่งเรียกตัวเองกับพระว่าดิฉันนะ

ดิฉันเคยบวชเป็นพระมานาน แล้วต่อมา มาว่าราชการบ้านเมือง สิ่งใดที่ดิฉันเคยล่วงเกินพระคุณเจ้าทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ก็โปรดอโหสิให้ดิฉันด้วย  ดิฉันรักษาพระพุทธศาสนามาได้เพียงแค่นี้ เป็นอันหมดวาสนา จึงขอลาพระรัตนไตรตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  แล้วก็ทรงนิ่งอยู่อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เสด็จสวรรคต ในท่าสีหไสยาสน์ ก็เป็นอันสิ้นรัชกาล  เพราะฉะนั้นพูดถึงรัชกาลที่ 4 ผมถึงได้บอกว่า ทรงเป็นศิลาฤกษ์ให้กับการปฏิรูปในเวลาต่อมา รัชกาลที่ 5 เอามาทำต่อหลายอย่าง จนกระทั่งประสบความสำเร็จ รัชกาลที่ 5 นั้นท่านโชคดี เพราะราชสมบัติท่านตั้ง 42 ปี รัชกาลที่ 4 ท่านอยู่ในราชสมบัติเพียง 17 ปี

ทีนี้มาถึงช่วงท้าย ผมเรียนนิดหนึ่ง ขอเวลาหน่อย  ท่านผู้ที่มอบหมายให้ผมมาแสดงปาฐกถาในวันนี้ ท่านตั้งชื่อเรื่องไว้แต่เดิมสอง สามชื่อแล้วให้ผมเลือกเอา  ทุกชื่อขึ้นต้นด้วยรัชกาลที่ 4 หมด  รัชกาลที่ 4 อรุณรุ่งแห่งการปฏิรูป ซึ่งก็ใช่นะ  เพราะว่าพอไปถึงรัชกาลที่ 5 เริ่มเที่ยงๆแล้วล่ะ แต่อรุณรุ่งนี่รัชกาลที่ 4 จริง ท่านผู้ตั้งหัวข้อได้ตั้งว่า รัชกาลที่ 4 อรุณรุ่งแห่งการปฏิรูป  รัชกาลที่ 4 บิดาแห่งการปฏิรูป  รัชกาลที่ 4 อะไรอีกก็ไม่รู้ ผมก็รู้สึกว่า บิดาผมยังไม่ค่อยกล้าจะเรียกเท่าไหร่ว่าเป็นบิดา  บิดาแห่งการปฏิรูปผมยกให้รัชกาลที่ 5 มากกว่า อรุณรุ่งอาจจะใช่  แต่สุดท้าย มีหัวข้อว่า หรือหัวข้ออื่นใดที่เห็นสมควร ขอให้เกี่ยวกับรัชกาลที่ 4  ผมจะไม่ลังเลเลยที่จะบอกเจ้าหน้าที่ว่าให้แจ้งกับท่านอาจารย์ท่านนั้นไปว่า รัชกาลที่ 4 ปราชญ์ของประเทศ

ถามว่าทำไม  ผมตั้งใจมาเกือบ 20 ปีแล้ว ที่จะหาเวลาพูดเรื่องรัชกาลที่ 4 ปราชญ์ของประเทศ ไม่มีใครเชิญ แล้วก็ไม่มีโอกาส  เข้าล็อคเมื่อตอนที่สมาคมศิษย์เก่าบัณฑิตวิทยาลัยเชิญ แล้วก็บอกว่า หรืออื่นใดที่เห็นสมควร แต่ขอให้เกี่ยวกับรัชกาลที่ 4 เอาคำนี้ไปครับ ปราชญ์ของประเทศ  ทำไม ท่านลองฟัง

เมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้ว ตอนผมเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี  ผมเป็นเลขาคณะรัฐมนตรี และเคยทำงานอยู่กับคณะรัฐมนตรีทั้งหมด 11 รัฐบาล 9 นายกรัฐมนตรี แต่บางคนท่านเป็นหลายครั้ง ก็เลย 11 รัฐบาล ชวน 1 ชวน 2 อย่างนี้ ท่านอานันท์ 1 อานันท์ 2 แต่รวมแล้ว 11 รัฐบาล ครั้นเมื่อประมาณสัก 20 ปีเศษมาแล้ว  25 ปีได้แล้วมั้ง เดิมผมเป็นรองเลขาธิการรัฐมนตรี ต่อมาผมได้ขึ้นเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี  ทีนี้เกิดอะไรขึ้น พอผมขึ้นเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ใหม่ๆ ผมสังเกตว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เขามีหน้าที่หลายอย่าง ส่วนใหญ่เรารู้จักอย่างเดียวคือจัดประชุมครม.  เคยมีคนถามบอก อาจารย์ วันอื่นที่ไม่ใช่วันอังคาร ทำอะไร  ผมถาม แล้ววันอังคารทำไมไม่ส่งกัน  วันอังคารประชุมครม. แล้ววันอื่นที่เขาไม่ประชุมครม.ทำอะไร ผมเลยบอกว่านอนมั้ง  คือมันมีงานอื่นที่ทำอีกเยอะมากกว่า  เรื่องประชุมครม.อาทิตย์หนึ่งมีเจ็ดวัน  เป็นงานหนึ่งในเจ็ด อีกหกอย่างนี่มีเรื่องอีกเยอะ  ท่านจะได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ก็อยู่ที่เลขาฯ ครม.  ท่านจะชั้นไหน  ถ้าเขาลืมหายหกตกหล่นชื่อท่านไปท่านก็อด แล้วเขายังทำเรื่องอื่นอีกเยอะ  หน้าที่หนึ่งในจำนวนหลายหน้าที่ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีทำก็คือ การมี…ท่านรู้จักคำว่าอาลักษณ์ไหมครับ อย่างสุนทรภู่ เป็นอาลักษณ์  สุนทรภู่ ถ้าท่านอยู่จนถึงวันนี้ ท่านเป็นเลขาฯครม.นะ  เพราะสมัยก่อนนี้ หน้าที่ที่สำนักเลขาธิการครม.ทำ เมื่อเทียบไปถึงสมัยอดีต เขาเรียกเป็นหน้าที่ของกรมพระอาลักษณ์ ในสมัยรัชกาลที่ 4 เจ้ากรมพระอารัก ชื่อว่าพระสุนทรโวหาร เดิมแกชื่อภู่  คนก็เลยเรียกสุนทรภู่  และถ้าผมเกิดสมัยก่อน ผมก็จะเป็นพระสุนทรโวหาร (วิษณุ)

คนที่เป็นอาลักษณ์ นั้นคือเจ้าหน้าที่ซึ่งลายมือสวย เขียนข้อความด้วยอักษรไทยที่สวยมาก แล้วก็เป็นผู้ที่มีความรู้ทางภาษา ทางวัฒนธรรม  และสิ่งหนึ่งที่อารักจะต้องเขียน ก็คือการเขียนพระราชสาส์น ให้ทูต สมมติจะส่งทูตไปอยู่ประเทศไหนก็ตาม อารักจะต้องเป็นคนเขียน เขียนเสร็จก็ถวายไปที่พระเจ้าอยู่หัว ให้ลงพระปรมาภิไธย และทูตก็จะเข้าไปรับ แล้วก็จะพระราชทานน้ำสังข์ให้ทูต แล้วพระราชทานใบมะตูมให้เอามาทัดหู แล้วก็ทรงยื่นพระราชสาส์นตราตั้งให้ทูต  ทูตก็รับ แล้วพอไปถึงประเทศนั้นก็เอาไปยื่นต่อประมุขของประเทศนั้น ทูตประเทศอื่นมาประเทศไทยก็ต้องทำอย่างเดียวกัน คือถือพระราชสาส์นของกษัตริย์เขามาถวายพระเจ้าอยู่หัว เมืองไทย  เราเรียกว่าธรรมเนียมการถวายพระราชสาส์นตราตั้ง

ตอนที่ผมขึ้นเป็นเลขาธิการ ครม. ได้ใหม่ๆ ไม่กี่วัน ผมสังเกตว่าตอนที่ผมจะส่งพระราชสาส์นซึ่งอารักเขาเขียนมาให้เสร็จแล้ว แล้วผมก็เป็นคนเซ็นหนังสือ ส่งเข้าไปในวัง ผมจะเขียนไปว่า เรียนราชเลขาธิการ ในบัดนี้ นายคนนี้ คนนี้จะต้องไปเป็นทูตประเทศนั้น ประเทศนั้น สมมติเป็นทูตประจำประเทศเดนมาร์ก บัดนี้ก็จะต้องเชิญพระราชสาสน์ไปถวายพระเจ้ากรุงเดนมาร์ก  จึงขอส่งพระราชสาส์นมาเพื่อให้นำขึ้นถวายลงพระปรมาภิไธย  เมื่อลงพระปรมาภิไธยแล้ว กรุณาแจ้งมาเพื่อจะได้นัดให้ราชทูตไปรับต่อไป  ก็โต้ตอบกันอย่างนี้ตลอด  ผมก็มานั่งสังเกตวันหนึ่งว่า จดหมายที่ผมเขียนไปนี้ เขียนว่า บัดนี้กำลังจะต้องมีทูตออกไป จึงขอส่งพระราชสาสน์  ก็อ่านว่าสาดถูกไหม ทำไมอ่านว่าสาด ก็ สาส แล้วก็ น์  การันต์อยู่บน น.หนู  จึงขอส่งพระราชสาสน์มา ผมก็เรียกเจ้าหน้าที่มาถาม ทำไมพระราชสาสน์  เขาบอกแล้วจะอะไร   ผมก็ถามแล้วทำไมไม่เรียกพระราชสาส์น เขาบอกไม่รู้  เรียกพระราชสาสน์มาตั้งแต่โบราณ หลายปีแล้ว  และสำนวนในพระราชสาสน์นั้นก็เขียนไพเราะ เป็นสำบัดสำนวนเดียวกับที่พระนารายณ์ให้โกศาปาน ถือไปเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สำนวนเดียวกันเลย  คือ  “เราขอมอบให้แก่ นาย จุด จุด จุด เป็นผู้แทนเรา เพื่อมาจำเริญพระราชไมตรีกับท่าน” แล้วก็ลงท้าย  แต่เราผู้เป็นภารดาอันประเสริฐ  คำว่า ภารดานั้นมาจากคำว่า Brother ซึ่งแปลว่าพี่ก็ได้ น้องก็ได้ เราไม่กล้ายกเราเป็นพี่ของพระเจ้าแผ่นดินโน้น แต่เราก็ไม่อยากลดตัวเราเป็นน้องพระเจ้าแผ่นดินโน้น จึงใช้คำกลางๆว่า ภารดา คือ พี่หรือน้อง ก็ไปนับเองก็แล้วกัน เทียบอายุเอาเอง  สำนวนสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ให้โกศาปานถือไป

ผมก็เรียกเจ้าหน้าที่มาหา ทำไมส่งพระราชสาสน์ไป  เขาบอกก็ต้องอย่างนี้ล่ะครับ  มันเคยเขียนมาอย่างนี้  อย่ารู้อะไรมากเลยครับ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เซ็นไป พอเสร็จเขาก็แจ้งมา เรียนเลขาธิการคณะรัฐมนตรี  ตามที่ท่านส่งพระราชสาสน์มานั้น  บัดนี้ได้ลงพระปรมาภิไธยในพระราชสาส์น เรียบร้อยแล้ว  เขียนสาส์น  มันก็ต้องอ่านว่าสาส์น จึงขอให้ท่านแจ้งราชทูตไปเข้ารับพระราชทานในวันนั้น เวลานั้น ผมก็เอ๊ะ ฉบับเดียวกันหรือเปล่านี่  เราส่งพระราชสาสน์ เขาลงนามในพระราชสาส์น ให้ไปรับพระราชสาส์น  เจ้าหน้าที่ก็บอกอันเดียวกันล่ะครับ  อันเดียวกันแล้วทำไมเขียนคนละอย่าง  เขาบอกว่านี่ล่ะครับ ในวังมักจะเขียนเพี้ยนๆ อย่างนี้เสมอ

ผมบอกอย่างนั้นต้องมีใครเพี้ยนเข้าคนหนึ่ง  ผมก็มีจดหมายไปถึงราชบัณฑิตยสถาน  ตอนนั้นนายกราชบัณฑิต ชื่อ ดร.บุญพฤกษ์ จาฏามระ ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ท่านได้เป็นนายกราชบัณฑิต  และท่านไปพบ ท่านก็ประชุมราชบัณฑิตและตอบกลับมา  ตอนผมเห็นจดหมายกลับมา ผมยิ้มแก้มปริเลย  เรียนเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตามที่ท่านได้หารือไปนั้น  ราชบัณฑิตประชุมกันหมดเรียบร้อยแล้ว  นักปราชญ์ทั้งหมด นักปราชญ์ทั้งประเทศไทย เห็นพ้องต้องกันว่า จดหมายที่พระเจ้าแผ่นดินจะมีไปถึงประมุขประเทศอื่นนั้น เรียกว่า พระราชสาสน์  คำว่าพระราชสาส์น ไม่มีในภาษาไทย  ครึกครื้นมาก เห็นแล้ว  แต่ที่แน่ๆ ผมเปิดพจนานุกรมอีกทีหนึ่ง เผื่อราชบัณฑิตประชุมกันผิด  พจนานุกรมของราชบัณฑิต พบคำว่า สาสน์  แปลว่า หนังสือหรือจดหมายซึ่งมีไปถึงต่างประเทศ  เช่น พระราชสาสน์  หาคำว่า สาส์น ไม่มี  มีแต่คำว่า สาร ที่เขียน ส.เสือ สระอา ร.เรือ  แล้วแปลว่าอะไรรู้ไหม ส.เสือ สระอา ร.เรือ นี้  ถ้าท่านเดา ท่านก็ต้องแปลว่าจดหมาย พจนานุกรม ไปเปิดดูได้ แปลว่า ใหญ่ เช่น ช้างสาร  แปลว่าช้างใหญ่  แปลที่ไรมันก็ไม่มาถึงจดหมายสักที  ผมก็ไม่พูดอะไรมาก ก็สำเนาจดหมายอาจารย์บุญพฤกษ์  ราชบัณฑิตที่มีมาถึงผม ให้ราชเลขาฯ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรคิดติดใจใดๆ ทั้งสิ้นเลย  แต่ในใจกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ว่า เราถูก  แต่ไม่ได้คิดอย่างอื่น จึงเรียนราชเลขาธิการมาเพื่อกรุณาทราบ  เขาทราบแล้วเขาจะไปทำอะไรก็ช่างเขา แล้วก็จบ  แล้วผมลืมเรื่องนี้ไปหมดแล้ว  แต่ระหว่างนั้นก็สาสน์ไป สาส์นมากันอยู่นั้น   แต่ผมลืมไปหมด ไม่ได้ติดใจ ไม่ได้อะไรแล้ว จนวันหนึ่ง ประมาณเกือบสี่เดือน หลังจากนั้นมา

ท่านนายกฯชวน ปรับครม. วันครม.เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ เวลาถวายสัตย์ก็ต้องไปยืนตรงห้องทอง ในพระตำหนังจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จลง  นายกฯก็นำปฏิญาณ พวกครม.ที่ปรับเข้ามาใหม่นะ  ก็ปฏิญาณ ปฏิญาณเสร็จก็พระราชทานพระราโชวาท พระราชทานพร เสร็จแล้วก็ทรงพระดำเนินออกจากพระทวาร คือออกประตู  บังเอิญทรงหันมาเห็นผมยืนอยู่หลังสุด ผมเป็นเจ้าหน้าที่ ผมเป็นเลขาฯครม. เป็นเจ้าหน้าที่ ยืนสงบเสงี่ยมอยู่สุดท้ายห้อง ทรงเห็น ก็ทรงพระดำเนินไปท้ายห้อง ลองคิดดูสิ รับสั่งอยู่กับรัฐมนตรีตรงนี้ เสด็จออกตรงนี้ บังเอิญทรงหันมาเห็น ก็ทรงพระดำเนินมาหาผม ซึ่งอยู่ท้ายห้อง เมื่อเสด็จไปถึง ประโยคแรกที่ตรัสขึ้น ผมแทบจะเป็นลมสิ้นสติสมประดี  “ดีแล้วที่ได้เจอ วันนี้จะคุยกันเรื่องพระราชสาสน์” รับสั่งว่าตกลงว่าจะเป็นพระราชสาสน์ หรือ พระราชสาส์น กันแน่  ผมก็กราบบังคมทูลว่า  อ้าว ผมก็ต้องเอาตัวรอดสิฮะ  ผมก็กราบบังคมทูลว่า “ข้าพุทธเจ้าก็ไม่มีความรู้ว่าอะไรแน่ แต่ราชบัณฑิตเขาบอกว่าพระราชสาสน์ ไม่ใช่สาส์น”  รับสั่งถามว่า “แล้วเขาให้เหตุผลว่ายังไง”  ผมก็กราบบังคมทูลว่า “ราชบัณฑิตให้เหตุผลว่า คำว่า สาส์น ไม่มีในภาษาไทย  เพราะภาษาบาลีจริงๆจะต้องเป็นสาสน์อย่างนี้”  รับสั่งถามว่า “นั่นสิ แล้วเขาให้เหตุผลอะไรอีก”  ผมก็กราบบังคมทูลว่า “อ้อ นึกออกแล้ว เหตุผลมีอยู่ข้อหนึ่ง ก็บอกว่า ตัวการันต์ อยู่บนพยัญชนะตัวไหน จะฆ่าตัวนั้น คือไม่ออกเสียง และตัวการันต์จะอยู่บนพยัญชนะที่อยู่กลางคำไม่ได้ คือสาส์น เท่ากับอยู่กลางคำ ราชบัณฑิตเขาบอก ตัวการันต์จะอยู่กลางคำไม่ได้ จะต้องอยู่ท้ายคำเสมอ เพื่อฆ่าคำนั้นไม่ให้ออกเสียง  เช่น วันจันทร์ ก็อยู่บน ร.เรือ  วันอาทิตย์ก็อยู่บน ย.ยักษ์ อะไรก็ตามเถอะ ท่านจะไม่เห็นการันต์อยู่กลางคำ แต่อยู่ท้ายคำเท่านั้น  เพราะถ้าขืนมาเขียนสาส์น อยู่บนส.เสือตรงกลางคำ มันก็คือกลางคำ ทำไม่ได้”  รับสั่งถามทันทีเลยว่า  แล้วคุณวิษณุเขียนคำว่าฟิล์ม อย่างไร ในภาษาไทย  ผมก็กล่าวบังคมทูล ฟ.ฟัน สระอิ ล.ลิง ไม้หันอากาศ ม.ม้า”

ท่านถามว่า “แล้วคำว่า วาล์ว น้ำเขียนอย่างไร” “ว.แหวน สระอา ล.ลิง การันต์ แล้วก็ว.แหวน”  ท่านรับสั่งถามว่า ”แล้วอยู่กลางคำไหม”  ผมก็กราบบังคมทูลว่า “ก็อยู่กลางคำ แต่นั่นคงเป็นเพราะเป็นภาษาต่างประเทศ”  ราชบัณฑิตเขาบอกยกเว้นภาษาต่างประเทศ   รับสั่งว่า “สาส์น ก็ไม่ใช่ภาษาไทย  เป็นภาษาต่างประเทศ”  ก็เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน  ผมน่ะไม่ได้นึกเลยว่าราชเลขาฯจะดันเอาไปกราบบังคมทูล แล้วเอาพระราชหฤทัยใส่ในเรื่องนี้อย่างมาก  รับสั่งเล่าทันทีว่า ตั้งแต่ได้รับหนังสือนั้นมา ฉันก็ไปค้นคว้า สืบเสาะดูเหมือนกัน อยากรู้ว่าจริงนั้นควรจะต้องเขียนอย่างไร  ก็ไปค้นพบว่า ในสมัยรัชกาลที่ 4 เวลาท่านเขียนคำว่าสาส์น  ส.เสือ สระอา ส.เสือ การัตน์ น.หนู ทุกครั้ง ท่านไม่เคยเขียนสาสน์เลย ทั้งที่ท่านรู้ภาษาบาลีดี  แล้วก็ขอบอกให้รู้ว่า รัชกาลที่ 9 ไม่ได้เป็นปราชญ์ เพราะฉะนั้นที่ท้วงก็ไม่ได้ท้วงเพราะว่าเป็นปราชญ์ แต่ที่ท้วงเพราะเชื่อรัชกาลที่ 4  รัชกาลที่ 4 เป็นปราชญ์ของประเทศ

เมื่อรัชกาลที่ 4 ซึ่งท่านรอบรู้มาก ท่านเขียนสาส์นตลอด ท่านมีหนังสือไปถึง ควีนวิคตอเรีย ไปถึงพระเจ้านโปเลียน ไปถึงลินคอน  ไปถึงใครต่อใคร ฉบับแปลเป็นไทย ท่านแปลเอง ท่านก็เขียนว่าสาส์นทั้งนั้น จึงน่าว่าท่านจะไม่ผิด ฉะนั้นรัชกาลที่ 9 ก็จะขอเดินตามรัชกาลที่ 4 แปลว่าในวังจะใช้คำว่าสาส์น ต่อไป รัฐบาลจะใช้สาสน์ ก็ตามใจรัฐบาล  ถ้าไม่พอใจก็ให้นึกเสียว่าเป็นพระราชนิยม  ผมลงกราบพระบาททันทีนะ บอกรับด้วยเกล้า ต่อไปนี้ก็จะสาส์นตลอด แล้วข้าพุทธเจ้าก็จะแจ้งให้ราชบัณฑิตทราบด้วย  ท่านบอก “ดีแล้ว ไปบอกเขาว่า เป็นพระราชนิยม” และก็ยังรับสั่งต่อไปอีกว่า “คุณวิษณุอยู่กับครม.มานาน  รู้จักคุณประจวบ ไชยสาส์น ไหม แล้วเขาเขียนนามสกุลเขาอย่างนั้นทำไม  และเคยเห็นนักปราชญ์อีกสองคนในประเทศไทย ที่มีจดหมายโต้ตอบกันไหม” คนหนึ่งคือกรมพระยาดำรงฯ อีกคนหนึ่งคือกรมพระยานริศฯ  จดหมายที่โต้ตอบกันเขาเอามาพิมพ์เป็นเล่มๆ ได้ตั้งหนา ชื่อว่า สาส์นสมเด็จ  ก็ยังเขียนว่า สาส์น

สององค์นั้นเป็นพระราชโอรสรัชกาลที่ 4 ทั้งคู่ เขาก็ทำตามอย่างที่พ่อเขาเขียน แต่เขาก็ใช้สาส์นตลอด  ผมกราบพระบาทแล้วบอก “ข้าพเจ้าสิ้นสงสัยตั้งแต่บัดนี้แล้ว”  ท่านบอก “ไม่เป็นไร กลับไปคิดดูใหม่  ถ้ามีอะไรก็กลับมาคุยกันอีกได้ ยังมีอะไรติดใจคำไหนอีก” ผมก็กราบพระบาทบอกยังมีอีกคำที่อึดอัดใจอยู่แต่ยังไม่เคยท้วง แล้วก็ยังสงสัยอยู่” ท่านถามว่า “คำอะไร” ผมก็กราบบังคมทูลว่า “ตราที่ใช้ประทับ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Seal เราเรียกอยู่สองคำ  คำหนึ่งคือพระราชลัญจกร  อีกคำหนึ่งคือ พระราชลัญฉกร”  วันนี้รัฐบาลใช้คำว่า พระราชลัญฉกร   ตราประทับเรียกว่า ประทับพระราชลัญฉกร เป็นรูปครุฑกางปีก  แต่สังเกตว่าในวังจะใช้ว่า พระราชลัญจกร คือ จ.จาน ก็ขอพระราชทานความรู้ว่า เขียนอย่างไรถึงจะถูก รับสั่งถามว่า แล้วหลักภาษาเขาว่าอย่างไร  ไปถามราชบัณฑิตหรือยัง

ผมกราบบังคมทูลว่า “ถามแล้วราชบัณฑิตบอกถูกทั้งสองคำ” รับสั่งถามใหม่ แล้วพจนานุกรมว่าอย่างไร “พจนานุกรมมีทั้งสองคำ และบอกถูกทั้งคู่ แต่คิดว่าคงจะต้องใช้สักคำหนึ่ง” รับสั่งว่า “เอาอย่างนี้ หลักของฉันซึ่งก็เป็นหลักเดียวกับที่รัชกาลที่ 4 ทรงใช้มาก่อน ในฐานะที่เป็นปราชญ์ของประเทศ หลักของฉันมีว่า

  1. ถ้าคำหนึ่งถูก คำหนึ่งผิด ต้องใช้คำที่ถูก อย่าใช้คำที่ผิด
  2. ถ้าถูกทั้งคู่ ให้อ่านดังๆ แล้วฟังว่าคำไหนอ่านออกเสียงและไพเราะกว่ากัน จงใช้คำนั้น คุณวิษณุ ลองอ่านคำว่า “ลัญจกร” กับ “ลัญฉกร” สิ  ผมก็อ่าน รับสั่งว่า “อันไหนฟังแล้วออกเสียงง่ายและไพเราะกว่า” ผมก็นิ่ง  รับสั่งว่า “คนเรา ถ้าฉาบไม่ดีเท่านี้นะ  ถ้าจาบแล้วกระบี่”  ผมก็กราบพระบาทว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าพุทธเจ้าขอให้รัฐบาลใช้คำวา พระราชลัญจกร เพียงคำเดียวตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”  ท่านก็ทรงพยักพระพักตร์ว่า ได้  แล้วก็เสด็จขึ้น  ท่านนายกฯชวนเข้ามาถามว่า เมื่อกี้รับสั่งอะไร ผมก็เล่าให้ท่านฟังทั้งหมด ท่านก็บอก  รีบทำหนังสือถึงราชบัณฑิตเดี๋ยวนี้ ให้ผมเซ็นก็ได้ แจ้งว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ใช้พระราชสาส์น และใช้ ลัญจกร  ผมบอกไม่เป็นไร ไม่ต้องถึงขนาดท่านนายกฯหรอก ผมก็ได้ ผมก็ทำหนังสือแจ้งไปที่ราชบัณฑิต  ราชบัณฑิตก็มีจดหมายตอบมา รับใส่เกล้า ใส่กระหม่อม และจะแก้ไขในพจนานุกรมต่อไป  ไปเปิดพจนานุกรม วันนี้ท่านจะเจอแล้ว คำว่า สาส์น  เขามีทั้งสองคำ สาสน์ แปลว่าหนังสือพระเจ้าแผ่นดินที่มีไปถึงต่างประเทศ จะใช้ว่าสาส์นก็ได้
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9)

ผมเชิญเรื่องนี้มาเล่าเพราะเป็นเกียรติ เป็นสิริมงคล เป็นความรู้ แต่อย่างน้อยผมประทับใจตรงที่ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 รับสั่งว่ารัชกาลที่ 4 ทรงเป็นปราชญ์ของประเทศ  จึงขอเอาคำนี้มาใช้เป็นชื่อเรื่องที่เราได้พูดกันในวันนี้ ว่ารัชกาลที่ 4 ทรงเป็นปราชญ์ของประเทศ ซึ่งรับรองโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และท่านไปดูพระราชประวัติ พระราชจริยวัตร พระราชอัธยาศัย และพระราชกรณียกิจ ท่านจะเห็นถึงความเป็นปราชญ์ของพระองค์จริงๆ ในทางศาสนา ภาษา วิทยาศาสตร์ ในด้านของการต่างประเทศ การเมือง การบริหาร แล้วก็ชื่อเสียงเรียงนามต่างๆ ถ้อยคำภาษา ท่านพิถีพิถันมาก ท่านเคยรู้ไหมว่า วัดโพธิ์ รัชกาลที่ 1 สร้างชื่อว่าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาท  รัชกาลที่ 4 ให้เปลี่ยนเป็นพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดอรุณนั้น  เมื่อแรกชื่อว่าวัดอรุณราชธาราม  รัชกาลที่ 4 ให้เปลี่ยนเป็น วัดอรุณราชวราราม  และจึงเปลี่ยนชื่อวัดอีกเกือบ 20 วัด ให้ถูกหลักภาษาที่แท้จริง เพราะฉะนั้นขอเชิญเรื่องนี้ทั้งหมดมาเล่าสู่กันฟังให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 นั้นทรงเป็นปราชญ์ของประเทศ และทรงนำพาการปฏิรูปให้เกิดขึ้น  ทรงนำพาประเทศให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของต่างชาติ เป็นอิสระมาได้ ด้วยการยอมเสียสละในบางส่วน แล้วก็ได้ในหลายส่วน จึงกลายเป็นประเทศเดียวที่ดำรงรักษา อิสระอธิปไตยอยู่ได้ ในเอเชียอาคเนย์  และต่อไปถึงรัชสมัยของพระราชโอรสของท่าน คือรัชกาลที่ 5 ก็ทรงสานต่อ และก็ทรงโชคดีที่มีเวลาอันยาวนาน มีคนที่ช่วยเหลือ  ประเทศจึงรอดพ้นจากศัตรูทั้งหลายมาได้ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ให้เป็นประเทศที่เราได้ภาคภูมิใจ

รัชกาลที่ 4 นั้น ถึงขนาดที่ทรงพระราชดำริว่า  การที่ประเทศรอดพ้นจากเงื้อมมือปากเหยี่ยว ปากกามาได้ ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะรอด ไม่ได้ทรงยกเครดิตว่าเกิดจากพระองค์เอง แต่ทรงต้องการให้คนไทยมีความรู้สึกว่า ประเทศไทยคงจะอยู่มาได้เพราะมีเทพยดาอารัก ปกปักรักษาอยู่ เทวดานั้นไม่มีชื่อ เป็นใครมาจากไหน ไม่รู้ แต่ในทางศาสนา ในฐานะที่พระองค์ท่านเป็นชาวพุทธ  พระองค์ท่านเคยบวชพระ  พระองค์ท่านอยู่กับศาสนามานาน  ท่านก็รู้สึกว่า  ต้องมีเทพยดาอารักใด ไม่อย่างนั้นอยู่รอดมาไม่ได้ จึงได้โปรดเกล้าให้เทพยาดาขึ้นองค์หนึ่ง เป็นเทวดายืน สูงประมาณคืบเศษเท่านั้น และพระราชทานชื่อ เทพยาดาองค์นั้นว่า พระสยามเทวาธิราช  แล้วก็โปรดให้ประดิษฐานเอาไว้ อยู่ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ  เพื่อเป็นเทวดารักษาประเทศสืบไป

ก็ขอยุติการแสดงปาฐกถาในวันนี้ เรื่องรัชกาลที่ 4 ปราชญ์ของประเทศแต่เพียงเท่านี้ ผิดพลาดพลั้งไปก็ต้องขออภัยท่านอาจารย์ ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายครับ  ขอบพระคุณมากครับ


 

ปาฐกถาสวัสดิ์ สกุลไทย์ ครั้งที่ 24 วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม 2562 ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์
เรื่อง ปราชญ์ของแผ่นดิน บรรยายโดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม ราชบัณฑิตและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย
ถอดเทปการบรรยาย : อรพิน  พันธุ์สุวรรณ
เรียบเรียงและตรวจสอบ : ผศ.สมศรี  ดาวฉาย
คำในวงเล็บอ้างอิงจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/

คลังความรู้

บทความสาระน่ารู้ หมวดอื่นๆ

จำนวนผู้เข้าชม :   20